วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คติ ๕ และอุปมา

สารีบุตร ! คติ ๕ ประการเหล่านี้ มีอยู่.
๕ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) นรก
(๒) กำเนิดเดรัจฉาน
(๓) เปรตวิสัย
(๔) มนุษย์
(๕) เทวดา

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งนรก
ทางยังสัตว์ให้ถึงนรก
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงนรก
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งกำเนิดเดรัจฉาน
ทางยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดรัจฉาน
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดรัจฉาน
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งเปรตวิสัย
ทางยังสัตว์ให้ถึงเปรตวิสัย
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงเปรตวิสัย
อนึ่ง สัตว์ผู้ ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งเหล่ามนุษย์
ทางยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลก
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลก
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมบังเกิดในหมู่มนุษย์
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งเทวดาทั้งหลาย
ทางยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งนิพพาน
ทางยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
ย่อมกระทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้า ถึงแล้ว แลอยู่
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

อุปมาการเห็นคติ
สารีบุตร ! เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง
ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิง
ปราศจากเปลว ปราศจากควัน
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่หลุมถ่านเพลิงนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงหลุมถ่านเพลิงนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขาตกลงในหลุมถ่านเพลิงนั้น
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า
เผ็ดร้อนโดยส่วนเดียว แม้ฉันใด.
สารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ดวยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
โดยสมัยต่อมา เราได้เห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้วซึ่งอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อนโดยส่วนเดียว
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร ! เปรียบเหมือนหลุมคูถ
ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยคูถ
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อน
แผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่หลุมคูถนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงหลุมคูถนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขาตกลงในหลุมคูถนั้น
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อน แม้ฉันใด.
สารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน
โดยสมัยต่อมาเราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้ว ซึ่งกำเนิดเดรัจฉาน
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อน
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันไม่เสมอ
มีใบอ่อนและใบแก่อันเบาบาง มีเงาอันโปร่ง
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขานั่งหรือนอนในเงาต้นไม้นั้น
เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก แม้ฉันใด
สารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงเปรตวิสัย
โดยสมัยต่อมาเราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้วซึ่งเปรตวิสัย
เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันเสมอ
มีใบอ่อนและใบแก่อันหนา มีเงาหนาทึบ
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนี้ จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขานั่งหรือนอนในเงาต้นไม้นั้น
เสวยสุขเวทนาเป็นอันมาก แม้ฉันใด.
สารีบุตร !  เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้
ด้วยใจฉันนั้นเหมือนกันว่า
บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักบังเกิดในหมู่มนุษย์
โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
บังเกิดแล้วในหมู่มนุษย์
เสวยสุขเวทนาเป็นอันมาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนปราสาท
ในปราสาทนั้นมีเรือนยอด ซึ่งฉาบทาแล้ว
ทั้งภายในและภายนอก หาช่องลมมิได้
มีวงกรอบอันสนิท มีบานประตู และหน้าต่างอันปิดสนิทดี
ในเรือนยอดนั้น มีบัลลังก์อันลาดด้วยผ้าโกเชาว์ขนยาว
ลาดด้วยเครื่องลาดทำด้วยขนแกะสีขาว
ลาดด้วยขนเจียมเป็นแผ่นทึบ
มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด
มีเพดานกั้นในเบื้องบน
 มีหมอนแดงวาง ณ ข้างทั้งสอง
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่ปราสาทนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
จักมาถึงปราสาทนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขานั่งหรือนอนบนบัลลังก์ในเรือนยอด ณ ปราสาทนั้น
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว แม้ฉันใด.
สารีบุตร !  เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติโลกสวรรค์ 
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนสระโบกขรณี
มีน้ำอันเย็น ใสสะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์
และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้น มีแนวป่าอันทึบ
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่สระโบกขรณีนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงสระโบกขรณีนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขาลงสู่สระโบกขรณีนั้น
อาบและดื่ม ระงับความกระวนกระวาย
ความเหน็ดเหนื่อย และความร้อนหมดแล้ว
ขึ้นไปนั่งหรือนอนในแนวป่านั้น
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว แม้ฉันใด.
สารีบุตร !  เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า
บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น
จักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุรุษนั้น
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงแล้วแลอยู่
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว.

มู. ม. ๑๒/๑๔๗-๑๕๓/๑๗๐-๑๗๖.
1. คติ : ทางไปของสัตว์. (ที่นำไปสู่ภพ)
2. อบาย ทุคติ วินิบาต นรก : ที่เกิดของสัตว์ตํ่ากว่ามนุษย์.

คติ ๕ และอุปมา

หมด “อาหาร” ก็นิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา 
ใน อาหารคือคำข้าว ก็ดี 
ใน อาหารคือผัสสะ ก็ดี 
ใน อาหารคือมโนสัญเจตนา ก็ดี 
ใน อาหารคือวิญญาณ ก็ดี
แล้วไซร้, 
วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในสิ่งนั้นๆ.
วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด,
การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น;
การก้าวลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด,
ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น;
ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด,
การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น;
การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด,
ชาติชราและมรณะต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น;
ชาติชราและมรณะต่อไป  ไม่มีในที่ใด, 
ภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียก “ที่” นั้น
ว่าเป็น “ที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนเรือนยอดหรือศาลาเรือนยอด
ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือหรือใต้ก็ตาม
เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก. 
ครั้นดวงอาทิตย์ขึ้นมา แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่างแล้ว
จักตั้งอยู่ที่ส่วนไหนแห่งเรือนนั้นเล่า ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์
จักปรากฏที่ฝาเรือนข้างในด้านทิศตะวันตก พระเจ้าข้า !”.

ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า
แสงแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏอยู่ที่ไหน ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่พื้นดิน พระเจ้าข้า !”.
ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหน ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏในน้ำพระเจ้าข้า !”.
ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่ไหนอีก ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น
ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้ว พระเจ้าข้า !”.

ภิกษุทั้งหลาย !  ฉันใดก็ฉันนั้นแล :  ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา
ในอาหารคือคำข้าว ก็ดี
ในอาหารคือผัสสะ ก็ดี
ในอาหารคือมโนสัญเจตนา ก็ดี
ในอาหารคือวิญญาณ ก็ดี แล้วไซร้,
วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้
ในอาหารคือคำข้าว เป็นต้นนั้นๆ.
วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ในที่ใด,
การก้าวลงแห่งนามรูป  ย่อมไม่มีในที่นั้น;
การก้าวลงแห่งนามรูป ไม่มีในที่ใด,
ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย  ย่อมไม่มีในที่นั้น;
ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย  ไม่มีในที่ใด,
การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป  ย่อมไม่มีในที่นั้น;
การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด,
ชาติชราและมรณะต่อไป  ย่อมไม่มีในที่นั้น;
ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด,
ภิกษุทั้งหลาย !  เราเรียก “ที่” นั้น 
ว่าเป็น “ที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และไม่มีความคับแค้น” ดังนี้.

 -บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๔/๒๔๘.

อาหาร๔ คำข้าว ผัสสะ มโนสัญเจตนา วิญญาณ

ทรงตรัสว่า “เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งกระทำ”

ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้
เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอพึงทำความสำเหนียกว่า
“เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน”
ดังนี้เถิด.
ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวที่ชอบแต่งตัว
ส่องดูเงาหน้าของตนที่แว่นส่องหน้าหรือที่ภาชนะน้ำอันบริสุทธิ์หมดจดใสสะอาด
ถ้าเห็นธุลีหรือต่อมที่หน้า ก็พยายามนำธุลีหรือต่อมนั้นออกเสีย
ถ้าไม่เห็นธุลีหรือต่อม ก็ยินดีพอใจว่า
เป็นลาภหนอ บริสุทธิ์ดีแล้วหนอ ข้อนี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย !  การพิจารณาของภิกษุ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
คือ จะมีอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลายในเมื่อเธอพิจารณาว่า

“เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีอภิชฌา หรือไม่มีอภิชฌา
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีจิตพยาบาท หรือไม่มีจิตพยาบาท
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่ หรือปราศจากถีนมิทธะ
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีความฟุ้งซ่าน หรือไม่ฟุ้งซ่าน
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีวิจิกิจฉา หรือหมดวิจิกิจฉา
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยเป็นผู้มักโกรธ หรือไม่มักโกรธ
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีจิตเศร้าหมอง หรือไม่มีจิตเศร้าหมอง
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีกายอันเครียดครัดในการปฏิบัติธรรม หรือมีกายไม่เครียดครัด
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยเป็นผู้เกียจคร้าน หรือเป็นผู้ปรารภความเพียร
เรามีชีวิตอยู่โดยมาก โดยมีจิตตั้งมั่น หรือไม่มีจิตตั้งมั่น” ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า
“เราอยู่โดยมาก โดยความเป็นผู้มากด้วยอภิชฌา
มีจิตพยาบาทถีนมิทธะกลุ้มรุม ฟุ้งซ่าน มีวิจิกิจฉา
มักโกรธ มีจิตเศร้าหมองมีกายเครียดครัด เกียจคร้าน มีจิตไม่ตั้งมั่น”
ดังนี้แล้ว
ภิกษุนั้น พึงกระทำซึ่ง ฉันทะ (ความพอใจ)
วายามะ (ความพยายาม)
อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี (ความขะมักเขม้น)
อัปปฏิวานี (ความไม่ถอยหลัง)
สติและสัมปชัญญะ อย่างแรงกล้า
เพื่อละเสียซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้น
เช่นเดียวกับ บุคคลผู้มีเสื้อผ้าหรือศีรษะอันไฟลุกโพลงแล้ว
จะพึงกระทำฉันทะ วายามะ อุสสาหะ อุสโสฬ๎หี อัปปฏิวานี
สติและสัมปชัญญะอันแรงกล้า
เพื่อจะดับไฟที่เสื้อผ้าหรือที่ศีรษะนั้นเสีย,
ฉันใดก็ฉันนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย !  ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า
“เราอยู่โดยมาก โดยความเป็นผู้ไม่มีอภิชฌา
ไม่มีจิตพยาบาทไม่มีถีนมิทธะกลุ้มรุม ไม่ฟุ้งซ่าน หมดวิจิกิจฉา
ไม่มักโกรธมีจิตไม่เศร้าหมอง มีกายไม่เครียดครัดปรารภความเพียร มีจิตตั้งมั่น”
ดังนี้แล้ว
ภิกษุนั้น พึงตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแหละ
แล้วประกอบโยคกรรม
เพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป.

-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๙๗/๕๑.

เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตแห่งตน

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง

“สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง
เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด
มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่;

ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น
ความเล็ก ความใหญ่
ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้;

ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ;
นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้
เพราะการดับสนิทของวิญญาณ; ดังนี้แล.

-บาลี สี. ที. ๙/๒๘๙/๓๔๘.

สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง นิพพาน

เห็นประจักษ์ตามความเป็นจริง

สัตว์โลกนี้
เกิดความเดือนร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า
ย่อมกล่าวซึ่งโรคนั้น โดยความเป็นตน
เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด
แต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่น จากที่เขาสำคัญนั้น.
สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว
มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น
จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นภัย
เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.

พรหมจรรย์นี้
อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ นั้นเอง.
สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด
กล่าวความหลุดพ้นจากภพ ว่ามีได้เพราะ ภพ;
เรากล่าวว่า สมณะทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด
กล่าวความออกไปได้จากภพ ว่ามีได้เพราะ วิภพ;
เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น
ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.

ก็ทุกข์นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยซึ่ง อุปธิ ทั้งปวง.
ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ไม่มี
ก็เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง.

ท่านจงดูโลกนี้เถิด(จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลาย
อันอวิชชาหนาแน่นบังหน้าแล้ว;
และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพ อันเป็นแล้วนั้น
ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้.

ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด
อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง
เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง;
ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.

เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น
ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง อย่างนี้อยู่;
เขาย่อมละภวตัณหาได้
และไม่เพลิดเพลินซึ่งวิภวตัณหาด้วย.
ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ
เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง
นั้นคือ นิพพาน.
ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้ว
เพราะไม่มีความยึดมั่น.
ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว
ชนะสงครามแล้วก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว
เป็นผู้คงที่ ดังนี้แล.
        บาลี อุ. ขุ. ๒๕/๑๒๑/๘๔.

เห็นประจักษ์ตามความเป็นจริง ผัสสะบังหน้า

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

นิวรณ์เป็นเครื่องทำกระแสจิตไม่ให้รวมกำลัง

ภิกษุทั้งหลาย !  นิวรณ์เป็นเครื่องกางกั้น ๕ อย่างเหล่านี้
ท่วมทับจิตแล้วทำปัญญาให้ถอยกำลัง มีอยู่.
๕ อย่าง อย่างไรเล่า ?  ๕ อย่าง คือ: -
๑. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ กามฉันทะ
ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;
๒. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ พยาบาท
ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;
๓. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาซึมเซา)
ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;
๔. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญ)
ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง;
๕. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ วิจิกิจฉา (ความลังเล, สงสัย)
ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ ถอยกำลัง.

ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว
จักรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
หรือจักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษ
อันควรแก่ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์
ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้
นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา
ไหลไปสู่ที่ไกล มีกระแสเชี่ยว พัดพาสิ่งต่างๆ ไปได้
มีบุรุษมาเปิดช่องทั้งหลายที่เขาขุดขึ้น
ด้วยเครื่องไถทั้งสองฝั่งแม่น้ำนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ กระแสกลางแม่น้ำนั้น
ก็ซัดส่าย ไหลผิดทาง ไม่ไหลไปสู่ที่ไกล
ไม่มีกระแสเชี่ยว ไม่พัดสิ่งต่างๆ ไปได้, นี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย !  ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน :
ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว
จักรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
หรือจักกระทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษ
อันควรแก่ความเป็นอริยะ ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์
ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพไร้กำลัง ดังนี้
นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.

[ต่อไปนี้ ได้ตรัสโดยปฏิปักขนัย (นัยตรงข้าม) คือ ภิกษุละนิวรณ์แล้ว ทำญาณวิเศษให้แจ้งได้ด้วยปัญญา อันมีกำลังเหมือนแม่น้ำที่เขาอุดรูรั่วทั้งสองฝั่งเสียแล้ว มีกระแสเชี่ยวแรงมากฉะนั้น]

-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๗๒/๕๑.

นิวรณ์เป็นเครื่องทำกระแสจิตไม่ให้รวมกำลัง

สิ่งที่ไม่ควรคิด

ภิกษุทั้งหลาย !  อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด
ผู้ที่คิดก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.

อจินไตย ๔ คืออะไรบ้างเล่า ?  คือ :-
๑. พุทธวิสัยแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด 
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
๒. ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌาน
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
๓. วิบากแห่งกรรม
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.
๔. โลกจินดา (ความคิดในเรื่องของโลก)
เป็นอจินไตยไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.

ภิกษุทั้งหลาย !  นี้แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด
ผู้ที่คิด ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า
ได้รับความลำบากเปล่า.


-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๐๔/๗๗.

อจินไตย ๔ สิ่งไม่ควรคิด

สิ่งที่ใครๆ ในโลกไม่ได้ตามปรารถนา

ภิกษุทั้งหลาย !  ฐานะ ๕ ประการเหล่านี้
อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก
ไม่พึงได้ตามปรารถนา ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ

สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่อาจได้ตามปรารถนาว่า
(๑) สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่เลย
(๒) สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อย่าเจ็บไข้เลย
(๓) สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าตายเลย
(๔) สิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา อย่าสิ้นไปเลย
(๕) สิ่งที่มีความวินาศเป็นธรรมดา อย่าวินาศเลย


ภิกษุทั้งหลาย !  สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
ก็ย่อมแก่สำหรับปุถุชนผู้มิได้สดับ
เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่แล้ว
เขาก็ไม่พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ว่า
“ไม่ใช่สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
จะแก่สำหรับเราผู้เดียวเท่านั้น
โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา
ย่อมแก่สำหรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ
ก็เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาแก่แล้ว
เราจะมามัวเศร้าโศก
กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน
ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล
แม้อาหารก็ไม่ย่อย
กายก็เศร้าหมอง
การงานก็หยุดชงัก
พวกอมิตรก็ดีใจ มิตรสหายก็เศร้าใจ” ดังนี้.
ปุถุชนนั้น เมื่อสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา แก่แล้ว
ย่อมเศร้าโศก กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน
เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล.
ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวว่าปุถุชนผู้มิได้สดับนี้
ถูกลูกศรแห่งความโศก อันมีพิษเสียบแทงแล้ว
ทำตนเองให้เดือดร้อนอยู่.

ภิกษุทั้งหลาย !  สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ก็ย่อมเจ็บไข้สำหรับปุถุชนผู้มิได้สดับ
เมื่อสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาเจ็บไข้แล้ว
เขาก็ไม่พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ว่า
“ไม่ใช่สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
จะเจ็บไข้สำหรับเราผู้เดียวเท่านั้น
โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ย่อมเจ็บไข้สำหรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
ที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ
ก็เมื่อสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เจ็บไข้แล้ว
เราจะมามัวเศร้าโศก
กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน
ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล
แม้อาหารก็ไม่ย่อย
กายก็เศร้าหมอง
การงานก็หยุดชงัก
พวกอมิตรก็ดีใจ มิตรสหายก็เศร้าใจ” ดังนี้.
ปุถุชนนั้น เมื่อสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เจ็บไข้แล้ว
ย่อมเศร้าโศก กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน
เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล.
ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับนี้
ถูกลูกศรแห่งความโศก อันมีพิษเสียบแทงแล้ว
ทำตนเองให้เดือดร้อนอยู่.

ภิกษุทั้งหลาย !  สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา
ก็ย่อมตายสำหรับปุถุชนผู้มิได้สดับ
เมื่อสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาตายแล้ว
เขาก็ไม่พิจารณาเห็นโดยประจักษ์ว่า
“ไม่ใช่สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา
จะตายสำหรับเราผู้เดียวเท่านั้น
โดยที่แท้แล้ว สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา
ย่อมตายสำหรับสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
ที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ
ก็เมื่อสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ตายแล้ว
เราจะมามัวเศร้าโศก กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน
ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล
แม้อาหารก็ไม่ย่อย
กายก็เศร้าหมอง
การงานก็หยุดชงัก
พวกอมิตรก็ดีใจ มิตรสหายก็เศร้าใจ” ดังนี้.
ปุถุชนนั้น เมื่อสิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา ตายแล้ว
ย่อมเศร้าโศก กระวนกระวาย ร่ำไรรำพัน
เป็นผู้ทุบอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล.
ภิกษุทั้งหลาย !  เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับนี้
ถูกลูกศรแห่งความโศก อันมีพิษเสียบแทงแล้ว
ทำตนเองให้เดือดร้อนอยู่.

(ในกรณีแห่งสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความวินาศไป เป็นธรรมดา ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำอย่าง

เดียวกันกับในกรณีแห่งสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาข้างบนนี้ และพระองค์ยังได้ตรัสไว้ในลักษณะที่ตรงกัน

ข้ามจากข้อความนี้ สำหรับอริยสาวกผู้ได้สดับ)

    -บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๙/๔๘.
สิ่งที่ใครๆ ในโลกไม่ได้ตามปรารถนา

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

ลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! บัดนี้เป็นกาลสมควรทรงแสดงลักษณะของผู้มีศรัทธานั้น.
ข้าแต่พระสุคต ! บัดนี้เป็นกาลสมควรทรงแสดงลักษณะของผู้มีศรัทธานั้น
ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธาเถิด
ข้าพระองค์จักทราบบัดนี้ว่า
ภิกษุนี้จะเห็นพร้อมในลักษณะของผู้มีศรัทธาทั้งหลายหรือไม่.

สุภูติ !  ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.

(๑) สุภูติ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล
สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร
ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร
มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล ...
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๒) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสุตตะมาก
ทรงสุตตะ สั่งสมสุตตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก
ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจแทงตลอดอย่างดีด้วยทิฏฐิ
ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ
บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสุตตะมาก ...
แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.


(๓) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี.
สุภูติ !  ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๔) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย
ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย
เป็นผู้อดทน ยอมรับฟังคำสั่งสอนโดยเคารพ.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย
เป็นผู้อดทนยอมรับฟังคำสั่งสอนโดยเคารพ
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๕) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน
ในกรณียกิจทั้งสูงและต่ำของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย
ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
อันเป็นอุบายในกรณียกิจนั้น อาจทำอาจจัดได้.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน ...
อาจทำ อาจจัดได้
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๖) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม กล่าวคำเป็นที่รัก
เป็นผู้มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง.
สุภูติ !  ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม
เป็นผู้กล่าวคำอันเป็นที่รัก
มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๗) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร
เพื่อละอกุศลธรรมเพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม
เป็นผู้มีกำลังมีความบากบั่นมั่นคง
ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุปรารภความเพียร ...
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๘) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
ซึ่งฌานทั้ง๔
อันมีในจิตอันยิ่ง
เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก
ซึ่งฌานทั้ง ๔ อันมีในจิตอันยิ่ง
เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๙) อีกประการหนึ่ง ภิกษุระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้างสามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง
ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง
สี่สิบชาติบ้างห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง
แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอัน
มากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง
ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า
ในภพโน้น เราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ
มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น
แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น
มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น
ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้
เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุทเทสด้วยอาการอย่างนี้.
สุภูติ !ข้อที่ภิกษุระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ...
เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ
พร้อมทั้งอุทเทส ด้วยอาการอย่างนี้
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

(๑๐) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า
สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต
ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ
เมื่อตายไปจึงต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วย กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ
เมื่อตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลว ประณีตมีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยอาการอย่างนี้.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ
เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ...
ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยอาการอย่างนี้
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.
   
(๑๑) อีกประการหนึ่ง ภิกษุทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.
สุภูติ ! ข้อที่ภิกษุทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่
แม้นี้ ก็เป็นลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

-บาลี เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๖๖/๒๒๑.

ลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธา.

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

บทสวด ก่อนนอน

สะยานัสสะ เจปิ ภิกขะเว ภิกขุโน ชาคะรัสสะ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุนอนตื่นอยู่

อุปปัชชะติ กามะวิตักโก วา พ๎ยาปาทะวิตักโก วา วิหิงสาวิตักโก วา
ถ้ามีกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้น

ตัญจะ ภิกขุ นาธิวาเสติ ปะชะหะติ วิโนเทติ พ๎ยันตีกะโรติ
และภิกษุนั้นก็ไม่รับเอาวิตกเหล่านั้นไว้

อะนะภาวัง คะเมติ
แต่สละทิ้งไป ถ่ายถอนออก ทำให้สิ้นสุดลงไปจนไม่มีเหลือ

สะยาโนปิ ภิกขะเว ภิกขุ ชาคะโร เอวังภูโต อาตาปี โอตตัปปี สะตะตัง สะมิตัง อารัทธะวิริโย ปะหิตัตโตติ วุจจะตีติ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เป็นอย่างนี้ แม้กำลังนอนตื่นอยู่ ก็เรียกว่า เป็นผู้ปรารภความเพียร รู้สึกกลัว (ต่อบาปอกุศล) อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิตย์

ตัสสะ เจ อานันทะ ภิกขุโน อิมินา วิหาเรนะ วิหะระโต
อานนท์ ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้

สะยะนายะ จิตตัง นะมะติ
จิตน้อมไปเพื่อการนอน

โส สะยะติ เอวัง มัง สะยันตัง นาภิชฌาโทมะนัสสา ปาปะกา อะกุสะลา ธัมมา อันวาสสะวิสสันตีติ

ภิกษุนั้นก็นอนด้วยการตั้งจิตว่า อกุศลธรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย คือ อภิชฌาและโทมนัส จักไม่ไหลไปตามเราผู้นอนอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้

อิติหะ ตัตถะ สัมปะชาโน โหติ

ในกรณีอย่างนี้ ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในกรณีแห่งการนอนนั้น

-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๘/๑๑.
-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๒๓๘/๒๔๘.

บทสวดก่อนนอน

ก่อนนอน

ก่อนนอน