ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก.
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่.
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่.
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
สิ่งที่ทำหน้าที่รู้ (วิญญาณ) ทางตา
สิ่งที่ทำหน้าที่รู้ทางหู...ทางจมูก...ทางลิ้น...ทางกาย...ทางใจ.
ผัสสะทางตา ผัสสะทางหู ผัสสะทางจมูก ผัสสะทางลิ้น ผัสสะทางกาย ผัสสะทางใจ.
เวทนาจากผัสสะทางตา เวทนาจากผัสสะทางหู...ทางจมูก...ทางลิ้น...ทางกาย...ทางใจ.
การหมายรู้ (สัญญา) เกี่ยวกับรูป การหมายรู้เกี่ยวกับเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
เจตนาในการหมายรู้ (สัญเจตนา) เกี่ยวกับรูป...เกี่ยวกับเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
การตรึก (วิตก) ที่เป็นไปทางรูป การตรึกที่เป็นไปทางเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
การตรอง (วิจาร) ที่เป็นไปทางรูป การตรองที่เป็นไปทางเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหาในกลิ่นตัณหาในรส ตัณหาในกายสัมผัส ตัณหาในธรรมารมณ์.
(แต่ละอย่าง ๆ เหล่านี้)
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก.
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่.
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่.
มหา. ที. ๑๐/ ๒๙๗ – ๒๙๘.
พุทธโอษฐ์ หรือ พุทธวจน คำพูดคำสอนโดยตรงจากพระพุทธเจ้า
วัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ธรรมะจากพระโอษฐ์ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมหนังสือธรรมะ ที่เป็นพุทธวัจน์ ( พุทธวจน )
วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555
ความอยากเป็นเหตุแห่งความทุกข์
ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
๙ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๙ อย่าง คือ :-
เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก
จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ
จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา
จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ
จึงมี ความตระหนี่(มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่
จึงมี การหวงกั้น(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น
จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ;
กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม
การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย :
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗. , (มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).
๙ อย่าง อย่างไรเล่า ?
๙ อย่าง คือ :-
เพราะอาศัยตัณหา จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก
จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ
จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา
จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ
จึงมี ความตระหนี่(มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่
จึงมี การหวงกั้น(อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น
จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) ;
กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม
การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย :
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าธรรม (สิ่ง) ที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ อย่าง.
นวก. อํ. ๒๓/๔๑๓/๒๒๗. , (มหา. ที. ๑๐/๖๙/๕๙).
วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
อริยสัจสี่โดยสังเขป (ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า)
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ
คือทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.
ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ :-
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม,
ตัณหาในความมีความเป็น,
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย.
! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ,
การงานชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอ
พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
“นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,” ดังนี้เถิด.
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ
คือทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.
ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ :-
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม,
ตัณหาในความมีความเป็น,
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย.
! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ,
การงานชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอ
พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
“นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,” ดังนี้เถิด.
มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๓๔-๕/๑๖๗๘-๑๖๘๓.
จงสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยการให้รู้อริยสัจ
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! พวกเธอเอ็นดูใคร และใครถือว่าเธอ
เป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง เขาจะเป็นมิตรก็ตาม อำมาตย์ก็ตาม
ญาติหรือสายโลหิตก็ตาม;
ชนเหล่านั้น อันเธอพึงชักชวนให้เข้าไปตั้งมั่น
ในความจริงอันประเสริฐสี่ประการ
ด้วยปัญญาอันรู้เฉพาะตามที่เป็นจริง
ความจริงอันประเสริฐสี่ประการอะไรเล่า ?
สี่ประการคือ
ความจริงอันประเสริฐคือ ทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือ เหตุให้เกิดแห่งทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้
เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า
“ทุกข์ เป็นอย่างนี้,
เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้”
ดังนี้.
เป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง เขาจะเป็นมิตรก็ตาม อำมาตย์ก็ตาม
ญาติหรือสายโลหิตก็ตาม;
ชนเหล่านั้น อันเธอพึงชักชวนให้เข้าไปตั้งมั่น
ในความจริงอันประเสริฐสี่ประการ
ด้วยปัญญาอันรู้เฉพาะตามที่เป็นจริง
ความจริงอันประเสริฐสี่ประการอะไรเล่า ?
สี่ประการคือ
ความจริงอันประเสริฐคือ ทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือ เหตุให้เกิดแห่งทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้
เธอพึงประกอบโยคกรรมอันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า
“ทุกข์ เป็นอย่างนี้,
เหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้,
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้”
ดังนี้.
มหาวาร. ส°. ๑๙/๕๔๔/๑๗๐๖.
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555
สังฆทานดีกว่า !
“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ทานประจำสกุลวงศ์ ข้าพระองค์
ยังให้อยู่ แต่ว่าทานนั้นข้าพระองค์ให้เฉพาะหมู่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์
หรือผู้ปฏิบัติอรหัตตมรรค ที่อยู่ป่า ที่ถือบิณฑบาต ที่ถือผ้าสุกุล
เป็นวัตร ”
คหบดี ! ข้อที่จะรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพระ
อรหันต์หรือปฏิบัติอรหัตตมรรคนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก
สำหรับท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ผู้ยังมีการนอน
เบียดบุตร บริโภคใช้สอยกระแจะจันทน์และผ้าจาก
เมืองกาสี ทัดทรงมาลาและเครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา
ยินดีอยู่ด้วยทองและเงิน.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
ถ้าเป็น ผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอกพูดมาก มีวาจาไม่
แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ
มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว : ด้วยอาการ
อย่างนี้ ภิกษุนั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้น ๆ.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
ถ้าเป็น ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก
มีวาจาแน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ
มีเอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น
อันใคร ๆ ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้น ๆ.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี
.... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี... ถือผ้า
บังสุกุลเป็นวัตร ก็ดี... นุ่งห่มคหบดีจีวร ก็ดี ถ้าเป็นผู้
ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติ
ลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ มีจิตหมุนไป
ผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น
ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้น ๆ.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี
.... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี... ถือผ้า
บังสกุลเป็นวัตร ก็ดี... นุ่งห่มคหบดีจีวร ก็ดี ถ้าเป็นผู้
ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจา
แน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีเอกัคคตาจิต
สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้นอันใคร ๆ
ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้น ๆ.
เอาละ คหบดี ! ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด
เมื่อท่านถวายทานในสงฆ์อยู่, จิตจักเลื่อมใส; ท่านเป็นผู้มี
จิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลาย
แห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! จำเดิมแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์
จะถวายทานในสงฆ์ ”
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๓๖ - ๔๓๘/๓๓๐.
ยังให้อยู่ แต่ว่าทานนั้นข้าพระองค์ให้เฉพาะหมู่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์
หรือผู้ปฏิบัติอรหัตตมรรค ที่อยู่ป่า ที่ถือบิณฑบาต ที่ถือผ้าสุกุล
เป็นวัตร ”
คหบดี ! ข้อที่จะรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพระ
อรหันต์หรือปฏิบัติอรหัตตมรรคนั้น เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก
สำหรับท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ผู้ยังมีการนอน
เบียดบุตร บริโภคใช้สอยกระแจะจันทน์และผ้าจาก
เมืองกาสี ทัดทรงมาลาและเครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา
ยินดีอยู่ด้วยทองและเงิน.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
ถ้าเป็น ผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอกพูดมาก มีวาจาไม่
แน่นอน มีสติลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ
มีจิตหมุนไปผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว : ด้วยอาการ
อย่างนี้ ภิกษุนั้น ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้น ๆ.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
ถ้าเป็น ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก
มีวาจาแน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ
มีเอกัคคตาจิต สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น
อันใคร ๆ ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้น ๆ.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี
.... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี... ถือผ้า
บังสุกุลเป็นวัตร ก็ดี... นุ่งห่มคหบดีจีวร ก็ดี ถ้าเป็นผู้
ฟุ้งซ่าน ถือตัว กลับกลอก พูดมาก มีวาจาไม่แน่นอน มีสติ
ลืมหลง ปราศจากสัมปชัญญะ ไม่มีสมาธิ มีจิตหมุนไป
ผิด มีอินทรีย์อันปล่อยแล้ว : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้น
ควรถูกติเตียนด้วยองค์นั้น ๆ.
คหบดี ! ถึงแม้ภิกษุจะเป็น ผู้อยู่ใกล้บ้าน ก็ดี
.... บิณฑบาตเป็นวัตร ก็ดี... ฉันในที่นิมนต์ ก็ดี... ถือผ้า
บังสกุลเป็นวัตร ก็ดี... นุ่งห่มคหบดีจีวร ก็ดี ถ้าเป็นผู้
ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่กลับกลอก ไม่พูดมาก มีวาจา
แน่นอน มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีเอกัคคตาจิต
สำรวมอินทรีย์ : ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุนั้นอันใคร ๆ
ควรสรรเสริญด้วยองค์นั้น ๆ.
เอาละ คหบดี ! ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด
เมื่อท่านถวายทานในสงฆ์อยู่, จิตจักเลื่อมใส; ท่านเป็นผู้มี
จิตอันเลื่อมใสแล้ว ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลาย
แห่งกาย จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! จำเดิมแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์
จะถวายทานในสงฆ์ ”
ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๓๖ - ๔๓๘/๓๓๐.
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
คนตกน้ำ ๗ จำพวก(ระดับต่าง ๆ แห่งบุคคลผู้ถอนตัวขึ้นจากทุกข์)
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวก
เหล่านี้ มีอยู่หาได้อยู่ ในโลก.
เจ็ดจำพวกเหล่าไหนเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ :
(๑) บุคคลบางคน จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย;
(๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย;
(๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอยตัวอยู่;
(๔) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบ ๆ อยู่;
(๕) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง;
(๖) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ ตื้นแล้ว;
(๗) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้วเป็นพราหมณ์ยืนอยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๑) บุคคล จมน้ำคราวเดียวแล้วก็
จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ประกอบด้วย
อกุศลธรรมฝ่ายเดียว โดยส่วนเดียว.
อย่างนี้แล เรียกว่า จมคราวเดียว แล้วจมเลย.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๒) บุคคล ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึง
จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. แต่ว่าสัทธา
เป็นต้นของเขา ไม่ตั้งอยู่นาน ไม่เจริญ เสื่อมสิ้นไป.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๓) บุคคล ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย และ สัทธา
เป็นต้นของเขาไม่เสื่อม ไม่เจริญ แต่ทรงตัวอยู่.
อย่างนี้แลเรียกว่า ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๔) บุคคล ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบ ๆ อยู่
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น
เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน มีความไม่
ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีการ
ตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบ ๆ อยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๕) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น
เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความเบาบาง
แห่งราคะ โทสะ โมหะ เป็นสกิทาคามี มาสู่โลกนี้อีก
เพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๖) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามา
ถึงที่ตื้นแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหีริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น
เพราะสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้า เป็น โอปปาติกะ
(อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับจาก
โลกนั้นเป็นธรรมดา.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วเดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๗) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้าม
ขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น ได้
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
(พระอรหันต์) เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วอยู่. อย่างนี้แล
เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล บุคคลเปรียบด้วยบุคคล
ตกน้ำเจ็ดจำพวก ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.
เหล่านี้ มีอยู่หาได้อยู่ ในโลก.
เจ็ดจำพวกเหล่าไหนเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ :
(๑) บุคคลบางคน จมน้ำคราวเดียวแล้วก็จมเลย;
(๒) บุคคลบางคน ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย;
(๓) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ลอยตัวอยู่;
(๔) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เหลียวดูรอบ ๆ อยู่;
(๕) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง;
(๖) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามาถึงที่ ตื้นแล้ว;
(๗) บุคคลบางคน ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้วเป็นพราหมณ์ยืนอยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๑) บุคคล จมน้ำคราวเดียวแล้วก็
จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ประกอบด้วย
อกุศลธรรมฝ่ายเดียว โดยส่วนเดียว.
อย่างนี้แล เรียกว่า จมคราวเดียว แล้วจมเลย.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๒) บุคคล ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึง
จมเลย เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. แต่ว่าสัทธา
เป็นต้นของเขา ไม่ตั้งอยู่นาน ไม่เจริญ เสื่อมสิ้นไป.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วจึงจมเลย.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๓) บุคคล ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย และ สัทธา
เป็นต้นของเขาไม่เสื่อม ไม่เจริญ แต่ทรงตัวอยู่.
อย่างนี้แลเรียกว่า ผุดขึ้นแล้วลอยตัวอยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๔) บุคคล ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบ ๆ อยู่
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น
เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม เป็น โสดาบัน มีความไม่
ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน มีการ
ตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วเหลียวดูรอบ ๆ อยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๕) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง
เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น
เพราะสิ้นไปแห่งสังโยชน์สาม และเพราะความเบาบาง
แห่งราคะ โทสะ โมหะ เป็นสกิทาคามี มาสู่โลกนี้อีก
เพียงครั้งเดียว แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ว่ายเข้าหาฝั่ง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๖) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว เดินเข้ามา
ถึงที่ตื้นแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหีริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น
เพราะสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ทั้งห้า เป็น โอปปาติกะ
(อนาคามี) มีการปรินิพพานในภพนั้น ไม่เวียนกลับจาก
โลกนั้นเป็นธรรมดา.
อย่างนี้แล เรียกว่า ผุดขึ้นแล้วเดินเข้ามาถึงที่ตื้นแล้ว.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! (๗) บุคคล ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้าม
ขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ ผุดขึ้น คือ
มีสัทธาดีในกุศลธรรมทั้งหลาย มีหิริดี - มีโอตตัปปะดี -
มีวิริยะดี - มีปัญญาดี ในกุศลธรรมทั้งหลาย. บุคคลนั้น ได้
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
(พระอรหันต์) เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วย
ปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วอยู่. อย่างนี้แล
เรียกว่า ผุดขึ้นแล้ว ถึงฝั่งข้ามขึ้นบกแล้ว เป็นพราหมณ์ยืนอยู่.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล บุคคลเปรียบด้วยบุคคล
ตกน้ำเจ็ดจำพวก ซึ่งมีอยู่ หาได้อยู่ ในโลก.
สตฺตก. อํ. ๒๓/๑๐/๑๕.
วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554
ตั้งจิตในกายคตาสติ เสมือนบุรุษผู้ถือหม้อน้ำมัน
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือนหมู่มหาชนได้ทราบข่าวว่า
มีนางงามในชนบทพึงประชุมกัน ก็นางงามในชนบทนั้น
น่าดูอย่างยิ่งในการฟ้อนรำ น่าดูอย่างยิ่งในการขับร้อง
หมู่มหาชนได้ทราบข่าวว่า นางงามในชนบทจะฟ้อนรำขับร้อง
พึงประชุมกันยิ่งขึ้นกว่าประมาณ
ครั้งนั้น บุรุษผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย
ปรารถนาความสุข เกลียดทุกข์
พึงมากล่าวกะหมู่มหาชนนั้นอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญ ! ท่านพึงนำภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยมนี้
ไปในระหว่างที่ประชุมใหญ่กับนางงามในชนบท
และจักมีบุรุษเงื้อดาบตามบุรุษผู้นำหม้อน้ำมันนั้นไปข้างหลัง ๆ
บอกว่า ท่านจักทำน้ำมันนั้นหกแม้หน่อยหนึ่งในที่ใด
ศีรษะของท่านจักขาดตกลงไปในที่นั้นทีเดียว” .
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อ
นั้นเป็นอย่างไร ? บุรุษผู้นั้นจะไม่ใส่ใจภาชนะน้ำมัน
โน้น แล้วพึงประมาทในภายนอกเทียวหรือ.
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เราทำอุปมานี้ เพื่อให้เข้าใจ
เนื้อความนี้ชัดขึ้น เนื้อความในข้อนี้มีอย่างนี้แล คำว่า
ภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยม เป็นชื่อของ กายคตาสติ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้
เธอทั้งหลายพึงทำการศึกษาอย่างนี้ว่า
กายคตาสติ จักเป็นของอันเราเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดังยาน
กระทำให้เป็นที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เธอทั้งหลายพึงทำการศึกษาอย่างนี้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด ไม่บริโภคกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมไม่บริโภคอมตะ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด บริโภคกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมบริโภคอมตะ ;
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ประมาทอมตะ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด ไม่ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ไม่ประมาทอมตะ ดังนี้ แล.
มหาวาร. สํ ๑๙ / ๒๒๖-๒๒๗ / ๗๖๓–๗๖๖.
เอก.อํ ๒๐ / ๕๙ / ๒๓๕,๒๓๙.
มีนางงามในชนบทพึงประชุมกัน ก็นางงามในชนบทนั้น
น่าดูอย่างยิ่งในการฟ้อนรำ น่าดูอย่างยิ่งในการขับร้อง
หมู่มหาชนได้ทราบข่าวว่า นางงามในชนบทจะฟ้อนรำขับร้อง
พึงประชุมกันยิ่งขึ้นกว่าประมาณ
ครั้งนั้น บุรุษผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย
ปรารถนาความสุข เกลียดทุกข์
พึงมากล่าวกะหมู่มหาชนนั้นอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญ ! ท่านพึงนำภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยมนี้
ไปในระหว่างที่ประชุมใหญ่กับนางงามในชนบท
และจักมีบุรุษเงื้อดาบตามบุรุษผู้นำหม้อน้ำมันนั้นไปข้างหลัง ๆ
บอกว่า ท่านจักทำน้ำมันนั้นหกแม้หน่อยหนึ่งในที่ใด
ศีรษะของท่านจักขาดตกลงไปในที่นั้นทีเดียว” .
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อ
นั้นเป็นอย่างไร ? บุรุษผู้นั้นจะไม่ใส่ใจภาชนะน้ำมัน
โน้น แล้วพึงประมาทในภายนอกเทียวหรือ.
“ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !”
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เราทำอุปมานี้ เพื่อให้เข้าใจ
เนื้อความนี้ชัดขึ้น เนื้อความในข้อนี้มีอย่างนี้แล คำว่า
ภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยม เป็นชื่อของ กายคตาสติ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้
เธอทั้งหลายพึงทำการศึกษาอย่างนี้ว่า
กายคตาสติ จักเป็นของอันเราเจริญแล้ว
กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดังยาน
กระทำให้เป็นที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เธอทั้งหลายพึงทำการศึกษาอย่างนี้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด ไม่บริโภคกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมไม่บริโภคอมตะ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด บริโภคกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมบริโภคอมตะ ;
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ประมาทอมตะ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ชนเหล่าใด ไม่ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ไม่ประมาทอมตะ ดังนี้ แล.
มหาวาร. สํ ๑๙ / ๒๒๖-๒๒๗ / ๗๖๓–๗๖๖.
เอก.อํ ๒๐ / ๕๙ / ๒๓๕,๒๓๙.
กระดองของบรรพชิต
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เรื่องเคยมีมาแต่ก่อน :
เต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็น,
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็เที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็นเช่นเดียวกัน.
เต่าตัวนี้ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากิน (เดินเข้ามา) แต่ไกล,
ครั้นแล้วจึงหดอวัยวะทั้งหลาย
มีศีรษะเป็นที่ห้าเข้าในกระดองของตนเสียเป็นผู้ขวนขวายน้อยนิ่งอยู่.
แม้สุนัขจิ้งจอกก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกลเหมือนกัน,
ครั้นแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปที่เต่า คอยช่องอยู่ว่า
“เมื่อไรหนอเต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก
ในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้าแล้ว
จักกัดอวัยวะส่วนนั้นคร่าเอาออกมากินเสีย” ดังนี้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา
สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาสต้องหลีกไปเอง ;
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
มารผู้ใจบาป ก็คอยช่องต่อพวกเธอทั้งหลาย
ติดต่อไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า
“ถ้าอย่างไร เราคงได้ช่อง
ไม่ทางตา
ก็ทางหู
หรือทางจมูก
หรือทางลิ้น
หรือทางกาย
หรือทางใจ”, ดังนี้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้
พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด ;
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่น
ด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วย
กาย, หรือได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด,
อย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการแยกถือเป็นส่วนๆ เลย,
สิ่งที่เป็นอกุศลลามก คือ
อภิชฌา (โลภอยากได้ของเขา) และ
โทมนัส (ความเป็นทุกข์ใจ)
จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ,
พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อการปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
พวกเธอทั้งหลายจงรักษาและถึงความสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เถิด.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกาลใด
พวกเธอทั้งหลาย จักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ ;
ในกาลนั้นมารผู้ใจบาป
จักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอทั้งหลายและจักต้องหลีกไปเอง,
เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ช่อง จากเต่าก็หลีกไปเอง ฉะนั้น.
“เต่าหดอวัยวะไว้ในกระดอง ฉันใด,
ภิกษุ พึงตั้งมโนวิตก (ความตริตรึกทางใจ)
ไว้ในกระดอง ฉันนั้น,
เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้,
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น,
ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด,
เป็นผู้ดับสนิทแล้ว” ดังนี้แล.
เต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็น,
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็เที่ยวหากินตามริมลำธารในตอนเย็นเช่นเดียวกัน.
เต่าตัวนี้ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากิน (เดินเข้ามา) แต่ไกล,
ครั้นแล้วจึงหดอวัยวะทั้งหลาย
มีศีรษะเป็นที่ห้าเข้าในกระดองของตนเสียเป็นผู้ขวนขวายน้อยนิ่งอยู่.
แม้สุนัขจิ้งจอกก็ได้เห็นเต่าตัวที่เที่ยวหากินนั้นแต่ไกลเหมือนกัน,
ครั้นแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปที่เต่า คอยช่องอยู่ว่า
“เมื่อไรหนอเต่าจักโผล่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งออก
ในบรรดาอวัยวะทั้งหลาย มีศีรษะเป็นที่ห้าแล้ว
จักกัดอวัยวะส่วนนั้นคร่าเอาออกมากินเสีย” ดังนี้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ตลอดเวลาที่เต่าไม่โผล่อวัยวะออกมา
สุนัขจิ้งจอกก็ไม่ได้โอกาสต้องหลีกไปเอง ;
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ฉันใดก็ฉันนั้น :
มารผู้ใจบาป ก็คอยช่องต่อพวกเธอทั้งหลาย
ติดต่อไม่ขาดระยะอยู่เหมือนกันว่า
“ถ้าอย่างไร เราคงได้ช่อง
ไม่ทางตา
ก็ทางหู
หรือทางจมูก
หรือทางลิ้น
หรือทางกาย
หรือทางใจ”, ดังนี้.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้
พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่เถิด ;
ได้เห็นรูปด้วยตา, ได้ฟังเสียงด้วยหู, ได้ดมกลิ่น
ด้วยจมูก, ได้ลิ้มรสด้วยลิ้น, ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วย
กาย, หรือได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว
จงอย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการรวบถือทั้งหมด,
อย่าได้ถือเอาโดยลักษณะที่เป็นการแยกถือเป็นส่วนๆ เลย,
สิ่งที่เป็นอกุศลลามก คือ
อภิชฌา (โลภอยากได้ของเขา) และ
โทมนัส (ความเป็นทุกข์ใจ)
จะพึงไหลไปตามบุคคลผู้ไม่สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เพราะการไม่สำรวมอินทรีย์เหล่าใดเป็นเหตุ,
พวกเธอทั้งหลายจงปฏิบัติเพื่อการปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้,
พวกเธอทั้งหลายจงรักษาและถึงความสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เถิด.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกาลใด
พวกเธอทั้งหลาย จักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ ;
ในกาลนั้นมารผู้ใจบาป
จักไม่ได้ช่องแม้จากพวกเธอทั้งหลายและจักต้องหลีกไปเอง,
เหมือนสุนัขจิ้งจอกไม่ได้ช่อง จากเต่าก็หลีกไปเอง ฉะนั้น.
“เต่าหดอวัยวะไว้ในกระดอง ฉันใด,
ภิกษุ พึงตั้งมโนวิตก (ความตริตรึกทางใจ)
ไว้ในกระดอง ฉันนั้น,
เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อิงอาศัยได้,
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น,
ไม่กล่าวร้ายต่อใครทั้งหมด,
เป็นผู้ดับสนิทแล้ว” ดังนี้แล.
สฬา. สํ. ๑๘ / ๒๒๒ / ๓๒๐.
วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554
ศิลปะแห่งการปลุกเร้าความเพียร
ภิกษุ ท. ! อารัพภวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร) ๘ อย่าง เหล่านี้มี
อยู่. แปดอย่าง อย่างไรเล่า ? แปดอย่างคือ :-
๑. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ การงานอันภิกษุจะต้องทำมีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“การงานเป็นสิ่งที่เราต้องกระทำ แต่เมื่อกระทำการงานอยู่
มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิดถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง”
ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำ
ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๑.
๒. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : การงานอันภิกษุกระทำเสร็จแล้วมีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดว่า
“เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่นั้น
เราไม่สามารถกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่
กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๒.
๓. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุต้องเดิน มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดว่า
“หนทางเป็นสิ่งที่เราจักต้องเดิน แต่เมื่อเราเดินทางอยู่
มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๓ .
๔. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุเดินแล้ว มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดว่า
“เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่
เราไม่สามารถกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้ง
สิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๔.
๕. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ
แต่กายของเรากลับเป็นกายที่เบา ควรแก่การงาน.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๕.
๖. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม
ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ
แต่กายของเราก็ยังเป็นกายที่เบา ควรแก่การงานอยู่.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. !นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๖.
๗. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : อาพาธเล็กน้อยที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุ
มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราแต่มัน
อาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักลุกลาม.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง”
ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๗.
๘. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้หายจากความเจ็บไข้แล้วไม่นาน มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“เราหายจากความเจ็บไข้แล้วไม่นาน
แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักหวนกลับมาอีก.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๘.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล อารัพภวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร) แปด
อย่าง.
- อฏฐก. อํ.๒๓/๓๔๕/๑๘๖.
อยู่. แปดอย่าง อย่างไรเล่า ? แปดอย่างคือ :-
๑. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ การงานอันภิกษุจะต้องทำมีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“การงานเป็นสิ่งที่เราต้องกระทำ แต่เมื่อกระทำการงานอยู่
มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิดถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง”
ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ เพื่อกระทำ
ให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๑.
๒. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : การงานอันภิกษุกระทำเสร็จแล้วมีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดว่า
“เราได้กระทำการงานแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่นั้น
เราไม่สามารถกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่
กระทำให้แจ้ง. ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๒.
๓. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุต้องเดิน มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดว่า
“หนทางเป็นสิ่งที่เราจักต้องเดิน แต่เมื่อเราเดินทางอยู่
มันไม่เป็นการง่าย ที่จะกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๓ .
๔. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : หนทางอันภิกษุเดินแล้ว มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดว่า
“เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่
เราไม่สามารถกระทำในใจ ซึ่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้ง
สิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๔.
๕. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม
ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ
แต่กายของเรากลับเป็นกายที่เบา ควรแก่การงาน.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๕.
๖. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม
ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“เมื่อเราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเลวหรือประณีตเต็มตามที่ต้องการ
แต่กายของเราก็ยังเป็นกายที่เบา ควรแก่การงานอยู่.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักอาศัยกายที่เบาควรแก่การประกอบการงานนั้นๆ รีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. !นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๖.
๗. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : อาพาธเล็กน้อยที่เกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุ
มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราแต่มัน
อาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักลุกลาม.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง”
ดังนี้. เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๗.
๘. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุเป็นผู้หายจากความเจ็บไข้แล้วไม่นาน มีอยู่.
ภิกษุนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า
“เราหายจากความเจ็บไข้แล้วไม่นาน
แต่มันอาจเป็นไปได้ว่า อาพาธนั้นจักหวนกลับมาอีก.
เอาเถิด ถ้ากระไรเราจักรีบปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง” ดังนี้.
เธอนั้นจึงปรารภความเพียร
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อถึงทับสิ่งที่ยังไม่ถึงทับ
เพื่อกระทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่กระทำให้แจ้ง.
ภิกษุ ท. ! นี้เป็น อารัพภวัตถุข้อที่ ๘.
ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล อารัพภวัตถุ (ที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร) แปด
อย่าง.
- อฏฐก. อํ.๒๓/๓๔๕/๑๘๖.
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
หลักในการใช้จ่ายทรัพย์
คหบดี ! อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์ที่ตน
หาได้มา ด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวมมาด้วย
กำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วย
ธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ
๔ ประการอย่างไรเล่า ? ๔ ประการในกรณีนี้คือ :-
๑. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ในการเลี้ยงตน
ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารตนให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง,
ในการเลี้ยงมารดาและบิดาให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหาร
ท่านทั้งสองให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง, ในการเลี้ยงบุตร
ภรรยา ทาสและกรรมกรชายหญิง ให้เป็นสุข อิ่มหนำ
บริหารให้อยู่กันอย่างเป็นสุขโดยถูกต้อง, ในการเลี้ยงมิตร
อำมาตย์ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารให้อยู่เป็นสุขโดยถูกต้อง
นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๑ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว
บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล (อายตนโส)
คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :
๒. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ในการปิดกั้น
อันตรายทั้งหลาย ทำตนให้สวัสดีจากอันตรายทั้งหลาย
ที่เกิดจากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร หรือจากทายาท
ที่ไม่เป็นที่รักนั้น ๆ นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๒
อันอริยสาวกนั้นถึงแล้วบรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบ
ด้วยเหตุผล คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :
๓. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวข้างต้น) ในการกระทำพลีกรรม
๕ ประการ คือ สงเคราะห์ญาติ (ญาติพลี) สงเคราะห์แขก
(อติถิพลี) สงเคราะห์ผู้ล่วงลับไปแล้ว (ปุพพเปตพลี) ช่วย
ชาติ (ราชพลี) บูชาเทวดา (เทวตาพลี) นี้เป็นการบริโภค
ทรัพย์ ฐานที่ ๓ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภค
แล้วโดยชอบด้วยเหตุผล คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :
๔. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหามาได้
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ในการตั้งไว้ซึ่ง
ทักษิณา อุทิศแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้งดเว้นแล้วจาก
ความประมาทมัวเมา ผู้ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะผู้ฝึกฝน ทำความสงบ ทำความดับเย็น แก่ตนเอง อันเป็น
ทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื้องบน เป็นฝ่ายดี มีสุข
เป็นผลตอบแทน เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์ นี้เป็นการ
บริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๔ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว
บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล.
คหบดี ! อริยสาวกนั้น ย่อมใช้โภคทรัพย์
ที่ตนหาได้มาด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น รวบรวม
มาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์
ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรม
ในหน้าที่ ๔ ประการเหล่านี้.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑
หาได้มา ด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุ
กำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์ประกอบด้วย
ธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรมในหน้าที่ ๔ ประการ
๔ ประการอย่างไรเล่า ? ๔ ประการในกรณีนี้คือ :-
๑. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ในการเลี้ยงตน
ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารตนให้อยู่เป็นสุขโดยถ
ในการเลี้ยงมารดาและบิดาให้
ท่านทั้งสองให้อยู่เป็นสุขโ
ภรรยา ทาสและกรรมกรชายหญิง ให้เป็นสุข อิ่มหนำ
บริหารให้อยู่กันอย่างเป็นส
อำมาตย์ให้เป็นสุข อิ่มหนำ บริหารให้อยู่เป็นสุขโดยถูก
นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๑ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว
บรรลุแล้ว บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล
คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :
๒. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ในการปิดกั้น
อันตรายทั้งหลาย ทำตนให้สวัสดีจากอันตรายทั้
ที่เกิดจากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร หรือจากทายาท
ที่ไม่เป็นที่รักนั้น ๆ นี้เป็นการบริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๒
อันอริยสาวกนั้นถึงแล้วบรรล
ด้วยเหตุผล คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :
๓. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหาได้มา
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวข้างต้น) ในการกระทำพลีกรรม
๕ ประการ คือ สงเคราะห์ญาติ (ญาติพลี) สงเคราะห์แขก
(อติถิพลี) สงเคราะห์ผู้ล่วงลับไปแล้ว (ปุพพเปตพลี) ช่วย
ชาติ (ราชพลี) บูชาเทวดา (เทวตาพลี) นี้เป็นการบริโภค
ทรัพย์ ฐานที่ ๓ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว บริโภค
แล้วโดยชอบด้วยเหตุผล คหบดี ! ข้ออื่นยังมีอีก :
๔. อริยสาวกนั้น ใช้โภคทรัพย์อันตนหามาได้
โดยชอบธรรม (ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น) ในการตั้งไว้ซึ่ง
ทักษิณา อุทิศแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ความประมาทมัวเมา ผู้ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโ
ทักษิณาทานที่มีผลเลิศในเบื
เป็นผลตอบแทน เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์ นี้เป็นการ
บริโภคทรัพย์ ฐานที่ ๔ อันอริยสาวกนั้นถึงแล้ว บรรลุแล้ว
บริโภคแล้วโดยชอบด้วยเหตุผล
คหบดี ! อริยสาวกนั้น ย่อมใช้โภคทรัพย์
ที่ตนหาได้มาด้วยความเพียรเ
มาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็นโภคทรัพย์
ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เพื่อกระทำกรรม
ในหน้าที่ ๔ ประการเหล่านี้.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
