วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ความเป็นโสดาบัน ประเสริฐกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

ภิกษุทั้งหลาย !  แม้พระเจ้าจักรพรรดิ
ได้ครองความเป็นใหญ่ยิ่งแห่งทวีปทั้งสี่
เบื้องหน้าจากการตายเพราะการแตกทำลายแห่งกาย
อาจได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายอยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ถูกแวดล้อมอยู่ด้วยหมู่นางอัปษรในสวนนันทวัน
ท้าวเธอเป็นผู้เอิบอิ่มเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า
อันเป็นของทิพย์ อย่างนี้ก็ตาม,
แต่กระนั้นท้าวเธอก็ยัง รอดพ้นไปไม่ได้ จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วินิบาต.
ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนอริยสาวกในธรรมวินัยนี้
แม้เป็นผู้ยังอัตตภาพให้พอเป็นไปด้วยคำข้าว
ที่ได้มาจากบิณฑบาตด้วยปลีแข้งของตนเอง
พันกายด้วยการนุ่งห่มผ้าปอนๆ ไม่มีชาย,
หากแต่ว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว 
ด้วยธรรม ๔ ประการ
เธอก็ยังสามารถ รอดพ้นเสียได้จากนรก จากกำเนิดเดรัจฉาน
จากวิสัยแห่งเปรต และจากอบาย ทุคติ วินิบาต.
ภิกษุทั้งหลาย !  ธรรม ๔ ประการนั้นเป็นไฉน ? ๔ ประการ คือ :-
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น  ไม่หวั่นไหว ...
ในองค์พระพุทธเจ้า ...
ในองค์พระธรรม  ...
ในองค์พระสงฆ์  ...
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยศีลทั้งหลาย
ชนิดเป็นที่พอใจของเหล่าอริยเจ้า ฯลฯ
ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย !  ระหว่างการได้ทวีปทั้งสี่
กับการได้ธรรม ๔ ประการนี้นั้น
การได้ทวีปทั้งสี่มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหก
ของการได้ธรรม ๔ ประการนี้ เลย.

-บาลี  มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๘/๑๔๑๑.


เหตุสำเร็จความปรารถนา

ภิกษุทั้งหลาย !  เราจักแสดงเหตุสำเร็จความปรารถนาแก่เธอทั้งหลาย
พวกเธอจงฟังเหตุสำเร็จความปรารถนานั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว.

ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา
เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
“โอหนอ ! เราเมื่อตายไปแล้ว
พึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาลเถิด”
ดังนี้ ก็มี เธอจึงตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น
ความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น
อันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !  นี้มรรค นี้ปฏิปทา
เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล.


ภิกษุทั้งหลาย !  ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา
เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
“โอหนอ ! เราเมื่อตายไปแล้ว
พึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาลเถิด”
ดังนี้ ก็มี เธอจึงตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น
ความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น
อันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !  นี้มรรค นี้ปฏิปทา
เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล.


ภิกษุทั้งหลาย !  ประการอื่นยังมีอีก
ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา
เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า
“โอหนอ ! เราเมื่อตายไปแล้ว
พึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งคหบดีมหาศาลเถิด”
ดังนี้ ก็มี เธอจึงตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น
ความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น
อันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !  นี้มรรค นี้ปฏิปทา
เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งคหบดีมหาศาล.

-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๒๑๗/๓๑๘.



วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

ทานของคนดี (นัยที่ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย !  สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ย่อมให้ทานด้วยศรัทธา
(๒) ย่อมให้ทานโดยเคารพ
(๓) ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร
(๔) เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน
(๕) ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและไม่กระทบผู้อื่น

ภิกษุทั้งหลาย !  สัปบุรุษครั้นให้ทานด้วยศรัทธาแล้ว
ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก
ในที่ที่ทานนั้นให้ผล
ภิกษุทั้งหลาย !  สัปบุรุษครั้นให้ทานโดยเคารพแล้ว
ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีบุตร ภรรยา ทาส คนใช้หรือคนงาน
เป็นผู้เชื่อฟัง เงี่ยโสตลงฟังคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ ในที่ที่ทานนั้นให้ผล

-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๘.
-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๔๐/๑๒๒.




ทานของคนดี (นัยที่ ๑)

ภิกษุทั้งหลาย !  สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้มีอยู่ 
๘ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑)ให้ของสะอาด
(๒) ให้ของประณีต
(๓) ให้ตามกาล
(๔) ให้ของสมควร
(๕)เลือกให้
(๖) ให้เนืองนิตย์
(๗) เมื่อให้จิตผ่องใส 
(๘) ให้แล้วดีใจ
ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านี้แล สัปปุริสทาน ๘ ประการ.

    (คาถาผนวกท้ายพระสูตร)

สัปบุรุษย่อมให้ทาน คือ ข้าวและน้ำที่สะอาด ประณีต ตามกาลสมควร เนืองนิตย์
ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์
ผู้เป็นเขตดี สละของมากแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดาย
ท่านผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง
ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษให้แล้วอย่างนี้
ผู้มีปัญญา มีศรัทธา เป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่
ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไม่มีความเบียดเบียน.

-บาลี อฏ จก. อํ. ๒๓/๒๔๘/๑๒๗.


ทานของคนไม่ดี หรือ ทานของคนดี

ภิกษุทั้งหลาย !  อสัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่ 
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ให้โดยไม่เคารพ
(๒) ให้โดยไม่อ่อนน้อม
(๓) ไม่ให้ด้วยมือตนเอง
(๔) ให้ของที่เป็นเดน
(๕) ให้โดยไม่คำนึงผลที่จะมาถึง (อนาคมนทิฏฐิ)
ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านี้แล อสัปปุริสทาน ๕ ประการ.

ภิกษุทั้งหลาย !  สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่ 
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ให้โดยเคารพ
(๒) ให้โดยอ่อนน้อม
(๓) ให้ด้วยมือตนเอง
(๔) ให้ของไม่เป็นเดน
(๕) ให้โดยคำนึงผลที่จะมาถึง (อาคมนทิฏฐิ)
ภิกษุทั้งหลาย !  เหล่านี้แล สัปปุริสทาน ๕ ประการ.

-บาลี ปญจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๗.


 

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ลักษณะของการเกิด

สารีบุตร !  กำเนิด ๔ ประการเหล่านี้ มีอยู่. ๔ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑)อัณฑชะกำเนิด (เกิดในไข่)
(๒)ชลาพุชะกำเนิด (เกิดในครรภ์)
(๓)สังเสทชะกำเนิด (เกิดในเถ้าไคล)
(๔)โอปปาติกะกำเนิด (เกิดผุดขึ้น)

สารีบุตร !  ก็อัณฑชะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
 สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชำแรกเปลือกแห่งฟองเกิด นี้เราเรียกว่า อัณฑชะกำเนิด.
สารีบุตร !  ชลาพุชะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ชำแรกไส้ (มดลูก) เกิด นี้เราเรียกว่า ชลาพุชะกำเนิด.
สารีบุตร !  สังเสทชะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นใด ย่อมเกิดในปลาเน่า ในซากศพเน่า ในขนมบูด หรือในน้ำครำ ในเถ้าไคล  (ของสกปรก) นี้เราเรียกว่า สังเสทชะกำเนิด.
สารีบุตร !  โอปปาติกะกำเนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรตบางจำพวก นี้เราเรียกว่า โอปปาติกะกำเนิด.

สารีบุตร !  เหล่านี้แล กำเนิด ๔ ประการ.

-บาลี มู. ม. ๑๒/๑๔๖/๑๖๙.


ลักษณะของการเกิด กำเนิด ๔, สังเสทชะ, ชลาพุชะ, , อัณฑชะ, โอปปาติกะ,

ลักษณะของการเกิด กำเนิด ๔, สังเสทชะ, ชลาพุชะ, , อัณฑชะ, โอปปาติกะ,

ลักษณะของการเกิด กำเนิด ๔, สังเสทชะ, ชลาพุชะ, , อัณฑชะ, โอปปาติกะ,


ลักษณะของการเกิด กำเนิด ๔, สังเสทชะ, ชลาพุชะ, , อัณฑชะ, โอปปาติกะ,


ลักษณะของการเกิด กำเนิด ๔, สังเสทชะ, ชลาพุชะ, , อัณฑชะ, โอปปาติกะ,

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์ (นัยที่ ๒)

ภิกษุ !  บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
เขาได้ฟังมาว่า พวกเทวดาซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ราก
มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า :-
    “โอหนอ !  เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ราก”
    เขาจึงให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป ครั้นตายไป เขาย่อมเข้าถึง

ความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ราก.
    ภิกษุ !  ข้อนี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ราก

    (ตรัสอย่างดียวกันกับกรณีของเทวดาซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่แก่น, มีกลิ่นที่กระพี้, มีกลิ่นที่เปลือก, มีกลิ่นที่กะเทาะ, มีกลิ่นที่ใบ, มีกลิ่นที่ดอก, มีกลิ่นที่ผล, มีกลิ่นที่รส, มีกลิ่นที่กลิ่น)



-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๑๒/๕๔๐.

เหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์(นัยที่ ๑)

ภิกษุ !  บุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
เขาได้ฟังมาว่า พวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์
มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข
เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า :-
    “โอหนอ !  เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์” ครั้นตายไป เขา

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์.
    ภิกษุ !  ข้อนี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์.

    (ในสูตรถัดไป ได้ตรัสถึงการสร้างเหตุอย่างเดียวกัน แต่ว่าลงรายละเอียดไปในแต่ละประเภทของเทวดาเหล่านี้)


-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐๙/๕๓๗.

เทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์

ภิกษุทั้งหลาย !  เราจักแสดงพวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์ (คนฺธพฺพกายิกา เทวา) แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี

เราจักกล่าว.
    ภิกษุทั้งหลาย !  พวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์ เป็นอย่างไรเล่า ?
    พวกเทวดาซึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่รากก็มี (มูลคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่แก่นก็มี (สารคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กระพี้ก็มี (เผคฺคุคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่เปลือกก็มี (ตจคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กะเทาะก็มี (ปปฏิกคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ใบก็มี (ปตฺตคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ดอกก็มี (ปุปฺผคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่ผลก็มี (ผลคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่รสก็มี (รสคนฺธ อธิวตฺถ)
    อาศัยอยู่ที่ต้นไม้มีกลิ่นที่กลิ่นก็มี (คนฺธคนฺธ อธิวตฺถ)
    ภิกษุทั้งหลาย !  พวกนี้เราเรียกว่า พวกเทวดาซึ่งนับเนื่องในหมู่คนธรรพ์

บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐๙/๕๓๖.

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ทรัพย์ในอริยวินัย (นัยที่ ๒)

ภิกษุทั้งหลาย !  ทรัพย์ ๗ ประการเหล่านี้มีอยู่  ๗ ประการเป็นอย่างไร คือ
    (๑) ทรัพย์คือ ศรัทธา (๒) ทรัพย์คือ ศีล (๓) ทรัพย์คือ หิริ (๔) ทรัพย์คือ โอตตัปปะ (๕) ทรัพย์คือ สุตะ (๖) ทรัพย์คือ จาคะ (๗) ทรัพย์คือ ปัญญา

    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือศีลเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ... จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือหิริเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันเป็นบาป นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันเป็นบาป
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำได้
คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดีด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
    ภิกษุทั้งหลาย !  ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย !  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญาคือประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา.
    ภิกษุทั้งหลาย !  นี้แล ทรัพย์ ๗ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
    ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะและปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด
เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้นท่านผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.

-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๕/๖.

พุทธวจน, ทาน, อริยทรัพย์, ทรัพย์ในอริยวินัย,