แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฐมธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฐมธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความอยาก (ตัณหา)คือ ต้นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท

เพราะอาศัยตัณหา (ความอยาก) จึงมี การแสวงหา (ปริเยสนา);
เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมี การได้ (ลาโภ);
เพราะอาศัยการได้ จึงมี ความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย);
เพราะอาศัยความปลงใจรัก จึงมี ความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค);
เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมี ความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ);
เพราะอาศัยความสยบมัวเมา จึงมี ความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห);
เพราะอาศัยความจับอกจับใจ จึงมี ความตระหนี่ (มจฺฉริยํ);
เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมี การหวงกั้น (อารกฺโข);
เพราะอาศัยการหวงกั้น จึงมี เรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ);
กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม
การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท
การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !”
การพูดคำส่อเสียด
และการพูดเท็จทั้งหลาย :
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อม
ด้วยอาการอย่างนี้.

-บาลี มหา. ที. ๑๐/๖๗/๕๘.

พุทธวจน ปฐมธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง (สจฺจานุรกฺขณา)

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ !
การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง (สจฺจานุรกฺขณา) นั้น
มีได้ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ?
บุคคลจะตามรักษาไว้ซึ่งความจริงนั้นได้ 
ด้วยการกระทำเพียงเท่าไร ?
ข้าพเจ้าขอถามพระโคดมผู้เจริญถึงวิธีการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง”.


ภารท๎วาชะ !
แม้ ความเชื่อ ของบุรุษ มีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
กล่าวอยู่ว่า “ข้าพเจ้ามีความเชื่ออย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ความชอบใจ ของบุรุษ มีอยู่
และเขาก็ ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความชอบใจอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ เรื่องที่ฟังตามๆ กันมา ของบุรุษ มีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีเรื่องที่ฟังตามๆ กันมาอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อม ของบุรุษมีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง
กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีความตริตรึกไปตามเหตุผลที่แวดล้อมอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน ...

ภารท๎วาชะ !
ถ้าแม้ ข้อยุติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็น ของบุรุษ มีอยู่
และเขาก็ตามรักษาไว้ซึ่งความจริง กล่าวอยู่ว่า
“ข้าพเจ้ามีข้อยุติที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจด้วยความเห็นอย่างนี้” ดังนี้,
เขาก็ อย่าพึงถึงซึ่งการสันนิษฐานโดยส่วนเดียว ว่า
“อย่างนี้เท่านั้นจริง, อย่างอื่นเปล่า” ดังนี้ก่อน.

ภารท๎วาชะ !
ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้แล
การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ย่อมมี,
บุคคลชื่อว่า ย่อมตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้,
และเราบัญญัติการตามรักษาไว้ซึ่งความจริง ด้วยการกระทำเพียงเท่านี้;
แต่ว่านั่นยังไม่เป็นการตามรู้ซึ่งความจริง.

-บาลี ม. ม. ๑๓/๖๐๑-๖๐๕/๖๕๕.

พุทธวจน ปฐมธรรม

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การบูชาตถาคตอย่างสูงสุด

อานนท์ !  เธอจงจัดตั้งที่นอน ระหว่างต้นสาละคู่
มีศีรษะทางทิศเหนือ เราลำบากกายนัก, จักนอน
(ประทับสีหไสยยาแล้ว มีอัศจรรย์ ดอกสาละผลิผิดฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ,
ดอกมัณฑารพ จุรณ์ไม้จันทน์, ดนตรี ล้วนแต่ของทิพย์ ได้ตกลงและบรรเลงขึ้น;
เพื่อบูชาตถาคตเจ้า).


อานนท์ !  การบูชาเหล่านี้
หาชื่อว่า ตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะ เคารพนับถือ บูชาแล้วไม่.
อานนท์ !  ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง,
ปฏิบัติ ตามธรรมอยู่;
ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือ
บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด.
อานนท์ !  เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า
“เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่”
ดังนี้.

-บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.

พุทธวจน ปฐมธรรม

พุทธวจน ปฐมธรรม

พุทธวจน ปฐมธรรม

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง

“สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง
เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด
มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่;

ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น
ความเล็ก ความใหญ่
ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้;

ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ;
นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้
เพราะการดับสนิทของวิญญาณ; ดังนี้แล.

-บาลี สี. ที. ๙/๒๘๙/๓๔๘.

สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง นิพพาน

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

ต้องขึงสายพิณพอเหมาะ

โสณะ !  เธอมีความคิดในเรื่องนี้ เป็นอย่างไร :
เมื่อก่อนแต่ครั้งเธอยังเป็นคฤหัสถ์
เธอเชี่ยวชาญในเรื่องเสียงแห่งพิณ  มิใช่หรือ ?
“เป็นเช่นนี้  พระเจ้าข้า !”.
โสณะ !  เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน
เมื่อใด สายพิณของเธอขึงตึงเกินไป
เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ  จะใช้การได้หรือ ?
“ไม่เป็นเช่นนั้น  พระเจ้าข้า !”.
โสณะ !  เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน
เมื่อใดสายพิณของเธอขึงหย่อนเกินไป
เมื่อนั้น พิณของเธอจะมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือ  จะใช้การได้หรือ ?
“ไม่เป็นเช่นนั้น  พระเจ้าข้า !”.
โสณะ !  แต่ว่า เมื่อใด สายพิณของเธอ
ไม่ตึงนักหรือไม่หย่อนนัก
ขึงได้ระเบียบเสมอๆ กันแต่พอดี
เมื่อนั้น พิณของเธอย่อมมีเสียงไพเราะน่าฟังหรือใช้การได้ดี มิใช่หรือ ?
“เป็นเช่นนั้น  พระเจ้าข้า !”.
โสณะ !  ข้อนี้ก็เป็นเช่นนั้นแล กล่าวคือ
ความเพียรที่บุคคลปรารภจัดเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน,
ย่อหย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
.
โสณะ !  เหตุผลนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอดี,
จงเข้าใจความที่อินทรีย์ทั้งหลาย ต้องเป็นธรรมชาติที่เสมอๆ กัน,
จงกำหนดหมายในความพอดีนั้นไว้เถิด.

“พระเจ้าข้า ! ข้าพระองค์จักปฏิบัติอย่างนั้น”.

-บาลี ฉกฺก. อํ ๒๒/๔๑๘/๓๒๖.

ต้องขึงสายพิณพอเหมาะ

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

อกุศลกรรมบถ ๑๐

จุนทะ ! 
ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง
ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง 
ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง


จุนทะ !  ความไม่สะอาดทางกาย มี ๓ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง หยาบช้า
มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต มีแต่การฆ่าและทุบตี
ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิต.
(๒) เป็นผู้มีปกติถือเอาสิ่งของที่มีเจ้าของมิได้ให้
คือวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของบุคคลอื่นที่อยู่ในบ้านหรือในป่าก็ตาม
เป็นผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย.
(๓) เป็นผู้มีปกติประพฤติผิดในกาม (คือประพฤติผิด) ในหญิง
ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิงหรือญาติรักษา
อันธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม
โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย)
เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น.
จุนทะ !  อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางกาย ๓ อย่าง.

จุนทะ !  ความไม่สะอาดทางวาจา มี ๔ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีปกติกล่าวเท็จ
ไปสู่สภาก็ดี ไปสู่บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดี
ไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี ไปสู่ท่ามกลางราชสกุลก็ดี
อันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า
“บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้อย่างไร ท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น” ดังนี้,
บุรุษนั้น เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น,
เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผู้อื่นหรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสไรๆ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่.
(๒) เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากฝ่ายนี้แล้วไปบอกฝ่ายโน้น
เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังจากฝ่ายโน้นแล้วมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เป็นผู้ทำคนที่สามัคคีกันให้แตกกัน
หรือทำคนที่แตกกันแล้วให้แตกกันยิ่งขึ้น
พอใจ ยินดี เพลิดเพลินในการแตกกันเป็นพวก เป็นผู้กล่าววาจาที่กระทำให้แตกกันเป็นพวก.
(๓) เป็นผู้มีวาจาหยาบ อันเป็นวาจาหยาบคาย กล้าแข็ง แสบเผ็ดต่อผู้อื่น
กระทบกระเทียบผู้อื่น แวดล้อมอยู่ด้วยความโกรธ
ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เขาเป็นผู้กล่าววาจามีรูปลักษณะเช่นนั้น.
(๔) เป็นผู้มีวาจาเพ้อเจ้อ คือเป็นผู้กล่าวไม่ถูกกาล
ไม่กล่าวตามจริง กล่าวไม่อิงอรรถ ไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัย
เป็นผู้กล่าววาจาไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่ถูกกาละเทศะ ไม่มีจุดจบ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.
จุนทะ !  อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางวาจา ๔ อย่าง.

จุนทะ !  ความไม่สะอาดทางใจ มี ๓ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า ?
(๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา (ความโลภเพ่งเล็ง)
เป็นผู้โลภเพ่งเล็งวัตถุอุปกรณ์แห่งทรัพย์ของผู้อื่น ว่า “สิ่งใดเป็นของผู้อื่น สิ่งนั้นจงเป็นของเรา” ดังนี้;
(๒) เป็นผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริในใจเป็นไปในทางประทุษร้ายว่า
“สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จงเดือดร้อน จงแตกทำลาย
จงขาดสูญ จงพินาศ อย่าได้มีอยู่เลย” ดังนี้ เป็นต้น;
(๓) เป็นผู้มีความเห็นผิด มีทัสสนะวิปริตว่า
“ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล),
ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล),
การบูชาที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล),
ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว ไม่มี,
โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี,
มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี,
โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี,
สมณพราหมณ์ที่ไปแล้ว ปฏิบัติแล้วโดยชอบถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้
และโลกอื่นด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี” ดังนี้.
จุนทะ !  อย่างนี้แล เป็นความไม่สะอาดทางใจ ๓ อย่าง.

จุนทะ !  เหล่านี้แล เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐.
จุนทะ !  บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้
ลุกจากที่นอนตามเวลาแห่งตนแล้ว
แม้จะลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
แม้จะไม่ลูบแผ่นดิน ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;
แม้จะจับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
แม้จะไม่จับโคมัยสด ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;
แม้จะจับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
แม้จะไม่จับหญ้าเขียว ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;
แม้จะบำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
แม้จะไม่บำเรอไฟ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;
แม้จะไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
แม้จะไม่ไหว้ดวงอาทิตย์ ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้;
แม้จะลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้,
แม้จะไม่ลงน้ำในเวลาเย็นเป็นครั้งที่สาม ก็เป็นคนสะอาดไปไม่ได้.
ข้อนั้นเพราะเหตุไร ?
จุนทะ !  เพราะเหตุว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้
เป็นตัวความไม่สะอาด และเป็นเครื่องกระทำความไม่สะอาด.
จุนทะ !  อนึ่ง เพราะมีการประกอบด้วยอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้เป็นเหตุ
นรกย่อมปรากฏ
กำเนิดเดรัจฉานย่อมปรากฏ
เปรตวิสัยย่อมปรากฏ
หรือว่า ทุคติใดๆ แม้อื่นอีก ย่อมมี
.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๓/๑๖๕.
อกุศลธรรมบถ ความไม่สะอาด จุนทะ

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

การบริโภคกามคุณทั้ง ๕ อย่างไม่มีโทษ

ภิกษุทั้งหลาย !  กามคุณเหล่านี้มี ๕ อย่าง.
๕ อย่าง อย่างไรเล่า ? ๕ อย่าง คือ :-
รูปที่เห็นด้วยตา, เสียงที่ฟังด้วยหู,
กลิ่นที่ดมด้วยจมูก,
รสที่ลิ้มด้วยลิ้น
และโผฏฐัพพะที่สัมผัสด้วยผิวกาย
อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ
มีลักษณะน่ารัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่
เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
ภิกษุทั้งหลาย ! กามคุณมี ๕ อย่าง เหล่านี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย !  ชนเหล่าใด จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม
ติดอกติดใจ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ ในกามคุณ ๕ อย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ
ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์
ทำการบริโภคกามคุณทั้ง ๕ นั้นอยู่;
ชนเหล่านั้น อันคนทั้งหลายพึงเข้าใจเถิดว่า
เป็นผู้ถึงความพินาศย่อยยับ
แล้วแต่มารผู้มีบาปต้องการจะทำตามอำเภอใจอย่างใด ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !  เปรียบได้ดังเนื้อป่าที่ติดบ่วง นอนจมอยู่ในกองบ่วง
ในลักษณะที่ใครๆ พึงเข้าใจได้ว่ามันจะถึงซึ่งความพินาศย่อยยับ
เป็นไปตามความประสงค์ของพรานทุกประการ,
เมื่อพรานมาถึงเข้า มันจะหนีไปไหนไม่พ้นเลย ดังนี้,
ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !  ส่วนชนเหล่าใด จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม
ไม่ติดใจ ไม่สยบอยู่ ไม่เมาหมกอยู่ ในกามคุณ ๕ เหล่านี้แล้ว
มองเห็นส่วนที่เป็นโทษอยู่
เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์
บริโภคกามคุณทั้ง ๕ นั้นอยู่;
ชนเหล่านั้น อันคนทั้งหลายพึงเข้าใจได้อย่างนี้ว่า
เป็นผู้ไม่ถึงความพินาศย่อยยับ
ไปตามความประสงค์ของมารผู้มีบาปแต่อย่างใด ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย !   ปรียบเหมือนเนื้อป่าตัวที่ไม่ติดบ่วง
แม้นอนจมอยู่บนกองบ่วง
มันก็เป็นสัตว์ที่ใครๆ พึงเข้าใจได้ว่า
เป็นสัตว์ที่ไม่ถึงความพินาศย่อยยับไปตามความประสงค์ของพรานแต่อย่างใด,
เมื่อพรานมาถึงเข้า มันจะหลีกหนีไปได้ตามที่ต้องการ ดังนี้,
ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย !   (อีกอย่างหนึ่ง)
เปรียบเหมือนเนื้อป่า เที่ยวไปในป่ากว้าง
เดินอยู่ก็สง่างาม
ยืนอยู่ก็สง่างาม หมอบอยู่ก็สง่างาม นอนอยู่ก็สง่างาม.
เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะเหตุว่าเนื้อป่านั้นยังไม่มาสู่คลองแห่งจักษุของพราน,
ข้อนี้ฉันใด;
ภิกษุทั้งหลาย !   ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน :
สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
เข้าถึงซึ่งปฐมฌาณ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า
ได้ทำมารให้เป็นผู้ตาบอดไม่มีร่องรอย
กำจัดเสียแล้วซึ่งจักษุแห่งมาร
ไปแล้วสู่ที่ซึ่งมารผู้มีบาปมองไม่เห็น.
    (ต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงการบรรลุ ทุติยฌาน-ตติยฌาน- จตุตถฌาน-อากาสานัญจายตนะ-วิญญาณัญจายตนะ- อากิญจัญญายตนะ-เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยนัยเดียวกันกับการบรรลุปฐมฌาน เป็นลำดับไป, จนกระทั่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ โดยข้อความสืบต่อไปว่า :-)

ภิกษุทั้งหลาย !   ยิ่งไปกว่านั้นอีก :
ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง
เข้าถึงซึ่ง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่.
อนึ่ง เพราะเห็นแล้วด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็สิ้นไปรอบ.
ภิกษุทั้งหลาย !  ภิกษุนี้เรากล่าวว่า
ได้ทำมารให้เป็นผู้ตาบอด ไม่มีร่องรอย
กำจัดเสียแล้วซึ่งจักษุแห่งมารไปแล้วสู่ที่ซึ่งมารผู้มีบาปมองไม่เห็น,
ได้ข้ามแล้วซึ่งตัณหาในโลก.
ภิกษุนั้นยืนอยู่ก็สง่างาม เดินอยู่ก็สง่างาม
นั่งอยู่ก็สง่างาม นอนอยู่ก็สง่างาม.
เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย !  
เพราะเหตุว่า
ภิกษุนั้นไม่ได้มาสู่คลองแห่งอำนาจของมารผู้มีบาป, ดังนี้แล.

บาลี มู. ม. ๑๒/๓๓๑/๓๒๗.


วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

เหตุของความสามัคคีและความแตกแยก

ภิกษุทั้งหลาย !  ในทิศใดพวกภิกษุ
มีความพร้อมเพรียงกัน
มีความบันเทิงต่อกันและกัน
ไม่ทะเลาะวิวาทกัน
เข้ากันได้สนิทเหมือนน้ำนมกับน้ำ
มองดูกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่;
ภิกษุทั้งหลาย ! ทิศนั้น เป็นที่ผาสุกแก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย)
จะป่วยกล่าวไปไย ถึงการที่เพียงแต่นึกถึง.
ในกรณีนี้ เราเชื่อแน่แก่ใจว่า เป็นเพราะภิกษุเหล่านั้น
ได้ละทิ้งธรรม ๓ อย่างเสียแล้ว
และพากันมาถือกระทำให้มากในธรรม ๓ อย่าง.
ธรรม ๓ อย่าง อะไรบ้างเล่า ที่เธอละทิ้งเสียแล้ว ? 
๓ อย่าง คือ :-
๑. กามวิตก ความตรึกในกาม
๒. พ๎ยาปาทวิตก ความตรึกในทางมุ่งร้าย
๓. วิหิงสาวิตก ความตรึกที่ก่อให้เกิดความลำบากทั้งแก่ตนและผู้อื่น

ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้แล
ที่พวกภิกษุเหล่านั้นละทิ้งเสียแล้ว.

ก็ธรรม ๓ อย่าง อย่างไรเล่า
ที่พวกภิกษุเหล่านั้นพากันมาถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก ? 
๓ อย่าง คือ :-
๑. เนกขัมมวิตก ความตรึกในการหลีกออกจากความพัวพันในกาม
๒. อัพ๎ยาปาทวิตก ความตรึกในการไม่ทำความมุ่งร้าย
๓. อวิหิงสาวิตก ความตรึกในการไม่ทำตนและผู้อื่นให้ลำบาก 

ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้แล
ที่พวกภิกษุเหล่านั้น พากันมาถือ กระทำเพิ่มพูนให้มาก.

ภิกษุทั้งหลาย !  ในทิศใด พวกภิกษุ
มีความพร้อมเพรียงกัน
มีความบันเทิงต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน
เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนน้ำนมกับน้ำ
มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่;
ภิกษุทั้งหลาย !  ทิศนั้นเป็นที่ผาสุกแก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย)
จะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่เพียงแต่นึกถึง.

-บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๕๕/๕๖๔.

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

อย่าหูเบา

(๑) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
ฟังตามๆ กันมา (อนุสฺสว)
(๒) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
กระทำตามๆ กันมา (ปรมฺปร)
(๓) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
เล่าลือกันอยู่ (อิติกิร)
(๔) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
มีที่อ้างในปิฎก (ปิฏกสมฺปทาย)
(๕) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
การใช้เหตุผลทางตรรกคาดคะเน (ตกฺกเหตุ) (๖) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
การใช้เหตุผลทางนัยะสันนิษฐาน (นยเหตุ)
(๗) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
การตรึกตามอาการ (อาการปริวิตกฺก)
(๘) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
ทนต่อการเพ่งแห่งทิฏฐิ (ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติ)
(๙) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
ฟังดูน่าเชื่อ (ภพฺพรูปตา)
(๑๐) อย่าถือเอาว่าจริง เพราะเหตุสักว่า
 สมณะผู้พูดเป็นครูของตน (สมโณ โน ครุ).

-บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๔๑-๒๔๘/๕๐๕.

พุทธวจน เกสปุตตสูตร

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

ศีล ๕

(ปาณาติปาตา เวรมณี) เธอนั้น ละปาณาติบาต
เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์)
วางท่อนไม้และศัสตราเสียแล้ว มีความละอาย ถึงความเอ็นดูกรุณา
หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่.
(อทินนาทานา เวรมณี) เธอนั้น ละอทินนาทาน
เว้นขาดจากอทินนาทาน (ลักทรัพย์)
ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว
หวังอยู่แต่ของที่เขาให้
ไม่เป็นขโมย มีตนเป็นคนสะอาดเป็นอยู่.
(กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี) เธอนั้น ละการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม (คือเว้นขาดจากการประพฤติผิด)
ในหญิง ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง
หรือญาติรักษา อันธรรมรักษา
เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม
โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย)
ไม่เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น.
(มุสาวาทา เวรมณี) เธอนั้น ละมุสาวาท 
เว้นขาดจากมุสาวาท
พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด
มีคำพูดควรเชื่อถือได้
ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก.
(สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี) เธอนั้น เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา
คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งของความประมาท.

-บาลี ปา. ที. ๑๑/๒๔๗/๒๘๖.
-บาลี สี. ที. ๙/๘๓/๑๐๓.
-บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๒๘๕/๑๖๕.


วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผลจากความไม่มีธรรมะของมนุษย์ (อย่างหนัก)

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพระราชา มีการกระทำ ชนิด
ที่เป็นไปแต่เพียงเพื่อการคุ้มครองอารักขา,
แต่มิได้เป็นไปเพื่อการกระทำให้เกิดทรัพย์ แก่บุคคลผู้ไม่มีทรัพย์ทั้งหลาย
ดังนั้นแล้ว ความยากจนขัดสน ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะความยากจนขัดสนเป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด อทินนาทาน (ลักทรัพย์) ก็เป็นไปอย่าง
กว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะอทินนาทานเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด การใช้ศัสตราวุธโดยวิธีการต่างๆ ก็เป็นไปอย่าง
กว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
เพราะการใช้ศัสตราวุธโดยวิธีการต่างๆ เป็นไป
อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด ปาณาติบาต (ซึ่งหมายถึง
การฆ่ามนุษย์ด้วยกัน) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึง
ที่สุด;
เพราะปาณาติบาตเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด มุสาวาท (การหลอกลวงคดโกง) ก็เป็นไปอย่าง
กว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาจาก ๘ หมื่นปี
เหลือเพียง ๔ หมื่นปี)
เพราะมุสาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด ปิสุณาวาท (การพูดจายุแหย่เพื่อการแตกกันเป็นก๊ก
เป็นหมู่ ทำลายความสามัคคี) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒ หมื่นปี)
เพราะปิสุณาวาทเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด กาเมสุมิจฉาจาร (การทำชู้ การละเมิดของรักของ
บุคคลอื่น) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๑ หมื่นปี)
เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด ผรุสวาท และ สัมผัปปลาปวาท (การใช้
คำหยาบ และคำพูดเพ้อเจ้อเพื่อความสำราญ) ก็เป็นไปอย่าง
กว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๕ พันปี)
เพราะผรุสวาทและสัมผัปปลาปวาทเป็นไป
อย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด อภิชฌาและพยาบาท
(แผนการกอบโกย และการทำลายล้าง) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒,๕๐๐-
๒,๐๐๐ ปี)
เพราะอภิชฌาและพยาบาทเป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดชนิดเห็นกงจักร
เป็นดอกบัว นิยมความชั่ว) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด;
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๑,๐๐๐ ปี)
เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้า
ถึงที่สุด (อกุศล) ธรรมทั้งสาม คือ อธัมมราคะ (ความยินดี
ที่ไม่เป็นธรรม) วิสมโลภะ (ความโลภไม่สิ้นสุด) มิจฉาธรรม
(การประพฤติตามอำนาจกิเลส) ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง
แรงกล้าถึงที่สุด (อย่างไม่แยกกัน);
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๕๐๐ ปี)
เพราะ (อกุศล) ธรรม ทั้งสาม ... นั้นเป็นไปอย่าง
กว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด (อกุศล) ธรรมทั้งหลาย คือ
ไม่ปฏิบัติอย่างถูกต้องในมารดา, บิดา, สมณพราหมณ์
ไม่มี กุลเชฏฐาปจายนธรรม (ความอ่อนน้อมตามฐานะสูง ต่ำ )
ก็เป็นไปอย่างกว้างขวางแรงกล้าถึงที่สุด.
(ในสมัยนี้ มนุษย์มีอายุขัยถอยลงมาเหลือเพียง ๒๕๐-
๒๐๐-๑๐๐ ปี)
สมัยนั้น จักมีสมัยที่มนุษย์มีอายุขัยลดลงมา
เหลือเพียง ๑๐ ปี (จักมีลักษณะแห่งความเสื่อมเสียมีประการ
ต่างๆ ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า) : หญิงอายุ ๕ ปี ก็มีบุตร;
รสทั้งห้า คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และ
รสเค็ม ก็ไม่ปรากฏ;
มนุษย์ทั้งหลาย กินหญ้าที่เรียกว่า
กุท๎รูสกะ (ซึ่งนิยมแปลกันว่าหญ้ากับแก้) แทนการกินข้าว;
กุศลกรรมบถหายไป ไม่มีร่องรอย, อกุศลกรรมบถ
รุ่งเรืองถึงที่สุด;
ในหมู่มนุษย์ ไม่มีคำพูดว่ากุศล จึงไม่มีการทำกุศล;
มนุษย์สมัยนั้น จักไม่ยกย่องสรรเสริญ ความ
เคารพเกื้อกูลต่อมารดา (มัตเตยยธรรม), ความเคารพ
เกื้อกูลต่อบิดา (เปตเตยยธรรม), ความเคารพเกื้อกูลต่อ
สมณะ (สามัญญธรรม), ความเคารพเกื้อกูลต่อพราหมณ์
(พรหมัญญธรรม), และกุลเชฏฐาปจายนธรรม, เหมือนอย่าง
ที่มนุษย์ยกย่องกันอยู่ในสมัยนี้;
ไม่มีคำพูดว่า แม่ น้าชาย น้าหญิง พ่อ อา ลุง ป้า ภรรยาของอาจารย์ และคำพูดว่า
เมียของครู; สัตว์โลกจักกระทำการสัมเภท (สมสู่สำส่อน)
เช่นเดียวกันกับแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัข สุนัขจิ้งจอก;
ความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดฆ่า
เป็นไปอย่างแรงกล้า แม้ในระหว่างมารดากับบุตร บุตรกับ
มารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่กับน้อง น้องกับพี่ ทั้งชาย
และหญิง เหมือนกับที่นายพรานมีความรู้สึกต่อเนื้อทั้งหลาย.
ในสมัยนั้น จักมี สัตถันตรกัปป์ (การใช้ศัสตราวุธ
ติดต่อกันไม่หยุดหย่อน) ตลอดเวลา ๗ วัน : สัตว์ทั้งหลาย
เหล่านั้น จักมีความสำคัญแก่กันและกัน ราวกะว่า
เนื้อ; แต่ละคนมีศัสตราวุธในมือ ปลงชีวิตซึ่งกันและ
กันราวกะว่า ฆ่าปลา ฆ่าเนื้อ.
(มีมนุษย์หลายคน ไม่เข้าร่วมวงสัตถันตรกัปป์ด้วย
ความกลัว หนีไปซ่อนตัวอยู่ในที่ที่พอจะซ่อนตัวได้ตลอด ๗ วัน
แล้วกลับออกมาพบกันและกัน ยินดีสวมกอดกัน กล่าวแก่กันและ
กันในที่นั้นว่า มีโชคดีที่รอดมาได้ แล้วก็ตกลงกันในการตั้งต้น
ประพฤติธรรมกันใหม่ต่อไป ชีวิตมนุษย์ก็ค่อยเจริญขึ้น จาก ๑๐ ปี
ตามลำดับๆ จนถึงสมัย ๘ หมื่นปี อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเป็นสมัย
แห่งศาสนาของพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า เมตเตยยสัมมาสัมพุทธะ).
ปา. ที. ๑๑/๗๐-๘๐/๓๙-๔๗.

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน

สารีบุตร ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้
เห็นอย่างนี้ว่า ชั่วเวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่ม มีผมดำสนิท
ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย, ก็ยังคง
ประกอบด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น,
เมื่อใดบุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้ว
มีอายุ ๘๐ ปี, ๙๐ ปีหรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด, เมื่อนั้น เขา
ย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้นจากปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไว.
สารีบุตร ! ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น, เรานี้แล
ในบัดนี้เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว
วัยของเรานับได้ ๘๐ ปี, ...ฯลฯ...
สารีบุตร ! ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น ก็มิได้
แปรปรวน บทพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้
แปรปรวน ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคต ก็มิได้
แปรปรวน ฯลฯ,
สารีบุตร ! แม้ว่าเธอทั้งหลาย จักนำเราไปด้วย
เตียงน้อย (สำหรับหามคนทุพพลภาพ), ความแปรปรวนเป็น
อย่างอื่น แห่งปัญญาอันเฉียบแหลม ว่องไว ของตถาคต
ก็มิได้มี.
สารีบุตร !
ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูกให้ชอบว่า
“สัตว์มีความไม่หลงเป็นธรรมดา
บังเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก,
เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

ดังนี้แล้ว ผู้นั้นพึงกล่าวซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น.
ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึง
ที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วลูบคลำทั่วพระกายของพระผู้มีพระภาคอยู่ พลาง
กล่าวถ้อยคำนี้ ว่า :-)
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้น่าอัศจรรย์; ข้อนี้ไม่เคยมีมาก่อน.
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ ฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาค ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เหมือนแต่ก่อน และพระกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีพระองค์ค้อมไป
ข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งพระจักษุ โสตะ
ฆานะ ชิวหา กายะ”
อานนท์ ! นั่น ต้องเป็นอย่างนั้น; คือ
ความชรามี (ซ่อน) อยู่ในความหนุ่ม,
ความเจ็บไข้มี (ซ่อน) อยู่ในความไม่มีโรค,
ความตายมี (ซ่อน) อยู่ในชีวิต;
ฉวีวรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว และกายก็
เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีตัวค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ทั้งหลาย
ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนี้.

พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัส
ข้อความนี้ (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกว่า :-
โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย !
อันทำความน่าเกลียดเอ๋ย !
กายที่น่าพอใจบัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว.
แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ
มันย่ำยีหมดทุกคน.

อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุ
สังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้
ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่งหรือยิ่งกว่ากัปป์;
ทรงปฏิเสธ)
อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่
เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว. (พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจน
ครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของ
พระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่
พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว)
อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต
ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม,
อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่าสัตว์
จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะได้
ตามปรารถนา ในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวัง
เอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับ
เป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้อย่าฉิบหายเลยดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะ
ที่มีได้ เป็นได้.
มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒, มหาวาร. สํ ๑๙/๒๘๗/๙๖๓.

สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่
ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต
ทั้งที่มั่งมี และ ยากจน
ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า.
เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ
ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น
วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว
เราจักละพวกเธอไป
สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว
ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี
มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี
ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด
ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว
จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

มหา. ที. ๑๐/๑๔๑/๑๐๘.



พุทธวจน ความชรามีซ่อนอยู่ในความหนุ่ม


พุทธวจน ความแก่อันชั่วช้า




พุทธวจน  ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า

พุทธวจน  ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า



พุทธวจน จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น

สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่ ทั้งที่เป็นคนพาล และบัณฑิต
สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่ ทั้งที่เป็นคนพาลและบัณฑิต

เหตุการณ์ช่วงปรินิพพาน มีความตายเป็นเบื้องหน้า

สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น


ชิวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า
สัตว์  จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาท จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โทษของอบายมุขแต่ละข้อ

คหบดีบุตร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่ง การดื่มนํ้าเมา คือ สุราและเมรัย 
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
มี ๖ ประการ คือ :-

(๑) ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง
(๒) ก่อการทะเลาะวิวาท
(๓) เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
(๔) เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
(๕) เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
(๖) เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา 

คหบดีบุตร ! เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มนํ้าเมา คือ สุราและเมรัย
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท.

คหบดีบุตร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่ง การเที่ยวไปในตรอกต่างๆ 
ในเวลากลางคืน มี ๖ ประการ คือ :-

(๑)  ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว

(๒)  ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา
(๓)  ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพยส์ มบัติ
(๔)  ผู้นั้นชื่อว่า เป็นที่ระแวงของคนอื่น
(๕)  คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น
(๖)  เหตุแห่งทุกข์เป็นอันมาก ย่อมแวดล้อมผู้นั้น

คหบดีบุตร ! เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ
ในเวลากลางคืน.

คหบดีบุตร ! โทษในการ เที่ยวไปในที่ชุมนุมแห่งความเมา 
มี ๖ ประการ คือ :-

(๑) รำที่ไหน ไปที่นั่น
(๒) ขับร้องที่ไหน ไปที่นั่น
(๓) ประโคมที่ไหน ไปที่นั่น
(๔) เสภาที่ไหน ไปที่นั่น
(๕) เพลงที่ไหน ไปที่นั่น
(๖) เถิดเทิงที่ไหน ไปที่นั่น

คหบดีบุตร ! เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการ
ในการเที่ยวไปในที่ชุมนุมแห่งความเมา.

คหบดีบุตร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่ง
การพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท มี ๖ ประการ คือ :-

(๑) ผู้ชนะย่อมก่อเวร
(๒) ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
(๓) ย่อมเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
(๔) ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่
ประชุมฟังไม่ขึ้น
(๕) ถูกมิตร อมาตย์หมิ่นประมาท
(๖) ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า
ชายนักเลงเล่นการพนัน ไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยาได้

คหบดีบุตร ! เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาท.

คหบดีบุตร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่ง
การคบคนชั่วเป็นมิตร มี ๖ ประการ คือ :-

(๑) นำให้เป็นนักเลงการพนัน
(๒) นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
(๓) นำให้เป็นนักเลงเหล้า
(๔) นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
(๕) นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
(๖) นำให้เป็นคนหัวไม้

คหบดีบุตร ! เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร.

คหบดีบุตร ! โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่ง
ความเกียจคร้าน มี ๖ ประการ คือ :-

(๑) ชอบอ้างว่า หนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
(๒) ชอบอ้างว่า ร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
(๓) ชอบอ้างว่า เวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
(๔) ชอบอ้างว่า ยังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
(๕) ชอบอ้างว่า หิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
(๖) ชอบอ้างว่า กระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน
เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดผ่อนการงาน
อยู่อย่างนี้ โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว
ก็ถึงความสิ้นไป.

คหบดีบุตร ! เหล่านี้แล คือ โทษ ๖ ประการ
ในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน.

ปา. ที. ๑๑/๑๙๖-๑๙๘/๑๗๘-๑๘๔.

พุทธวจน การดื่มน้ำเมา

พุทธวจน การเที่ยวไปในตรอกต่างๆในเวลากลางคืน

พุทธวจน การไปในที่ชุมนุมแห่งความเมา

พุทธวจน การประกอบเนื่องๆซึ่งการพนัน

พุทธวจน การคบคนชั่ว

พุทธวจน ความเกียจค้าน

พุทธวจน ปฐมธรรม



อบายมุข ๖ (ทางเสื่อมแห่งทรัพย์ ๖ ทาง)

คหบดีบุตร ! อริยสาวก ไม่เสพทางเสื่อม
แห่งโภคทรัพย์ ๖ ทาง (อบายมุข ๖) คือ :-

(๑) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา
คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์,

(๒) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไป
ในตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่ง
โภคทรัพย์,

(๓) การเที่ยวไปในที่ชุมนุมแห่งความเมา
(สมชฺชาภิจรณ) เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์,

(๔) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนัน อันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์,

(๕) การประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่ว
เป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์,

(๖) การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน

เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์.

ปา. ที. ๑๑/๑๙๖-๑๙๘/๑๗๘-๑๘๔.

เหตุเสื่อมและเหตุเจริญแห่งทรัพย์

พ๎ยัคฆปัชชะ ! โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ…
ย่อมมี ทางเสื่อม ๔ ประการ คือ :-

(๑) ความเป็นนักเลงหญิง
(๒) ความเป็นนักเลงสุรา
(๓) ความเป็นนักเลงการพนัน
(๔) ความมีมิตรสหายเพื่อนฝูงเลวทราม

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนทางนํ้าเข้า ๔ ทาง
ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่มีอยู่, บุรุษปิดทางน้ำเข้า
เหล่านั้นเสีย และเปิดทางน้ำออกเหล่านั้นด้วย ทั้งฝนก็
ไม่ตกลงมาตามที่ควร.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเหือดแห้ง
เท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญนั้นความเต็มเปี่ยม ไม่มีทาง

ที่จะหวังได้ นี้ฉันใด;

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ผลที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้นสำหรับ
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีทางเสื่อม

๔ ประการ คือ :-

(๑) ความเป็นนักเลงหญิง
(๒) ความเป็นนักเลงสุรา
(๓) ความเป็นนักเลงการพนัน
(๔) ความมีมิตรสหายเพื่อนฝูงเลวทราม.

เหตุเจริญแห่งทรัพย์ ๔ ประการ

พ๎ยัคฆปัชชะ ! โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบ…
ย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ คือ :-

(๑) ความไม่เป็นนักเลงหญิง
(๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา
(๓) ไม่เป็นนักเลงการพนัน
(๔) มีมิตรสหายเพื่อนฝูงที่ดีงาม

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนทางนํ้าเข้า ๔ ทาง
ทางน้ำออก ๔ ทาง ของบึงใหญ่, บุรุษเปิดทางนํ้าเข้า
เหล่านั้นด้วย และปิดทางน้ำออกเหล่านั้นเสีย ทั้งฝนก็
ตกลงมาตามที่ควรด้วย.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น ความเต็มเปี่ยม
เท่านั้นที่หวังได้สำหรับบึงใหญ่นั้น ความเหือดแห้งเป็นอัน
ไม่ต้องหวัง นี้ฉันใด;

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ผลที่จะเกิดขึ้นก็ฉันนั้นสำหรับ
โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมี
ทางเจริญ ๔ ประการ คือ :-

(๑) ความไม่เป็นนักเลงหญิง
(๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา
(๓) ไม่เป็นนักเลงการพนัน
(๔) มีมิตรสหายเพื่อนฝูงที่ดีงาม.

อฎฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙-๒๙๓/๑๔๔.



หลักการดำรงชีพ เพื่อประโยชน์สุขในวันหน้า

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้เป็นเพื่อประโยชนเ์กื้อกูล 
เพื่อความสุขของกุลบุตร ในเบื้องหน้า (สัมปรายะ).

๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :-

(๑) ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา (สัทธาสัมปทา)
(๒) ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา)
(๓) ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค (จาคสัมปทา)
(๔) ความถึงพร้อมด้วยปัญญา (ปัญญาสัมปทา)

ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
(สัทธาสัมปทา) เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้มี
ศรัทธา เชื่อในการตรัสรูข้ องตถาคตว่า “เพราะเหตุอย่างนี้ๆ
พระผูมี้พระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบ

ได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถ
ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอน
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว”
ดังนี้. พ๎ยัคฆปชั ชะ ! นี้เรียกว้า ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา

ความถึงพร้อมด้วยศีล

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา)
เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ เป็นผู้เว้นขาด
จากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน เป็นผู้เว้นขาด
จากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาด
จากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน. พ๎ยัคฆปชั ชะ ! นี้เรียกว่า
ความถึงพร้อมด้วยศีล.

ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค
(จาคสัมปทา) เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ มีใจปราศจาก
ความตระหนี่อันเป็นมลทิน อยู่ครองเรือน มีจาคะอัน
ปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่มเป็นปกติ ยินดีแล้ว
ในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีแล้วในการจำแนกทาน.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เรียกว่า ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค.

ความถึงพร้อมด้วยปัญญา 

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ความถึงพร้อมด้วยปัญญา
(ปัญญาสัมปทา) เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ เปน็ ผูมี้ปญั ญา
ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้ถึงสัจจะแห่งการเกิดดับ
เป็นเครื่องไปจากข้าศึก เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส 
เป็นเครื่องถึงซึ่งความสิ้นไปแหง่ ทุกข์โดยชอบ. 
พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เรียกว่า ความถึงพร้อมด้วยปัญญา.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล
เป็นธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
ของกุลบุตร ในเบื้องหน้า.

อฎฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙-๒๙๓/๑๔๔.






หลักการดำรงชีพ เพื่อประโยชน์สุขในวันนี้

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการ เหล่านี้
เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่กุลบุตร
ในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรม).

๔ ประการ อย่างไรเล่า ? ๔ ประการ คือ :-

(๑) ความขยันในอาชีพ (อุฏฐานสัมปทา)
(๒) การรักษาทรัพย์ (อารักขสัมปทา)
(๓) ความมีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา)
(๔) การดำรงชีวิตสม่ำเสมอ (สมชีวิตา)

ความขยันในอาชีพ

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ความขยันในอาชีพ (อุฏฐานสัมปทา) เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปชัชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ สำเร็จการเป็นอยู่

ด้วยการลุกขึ้นกระทำการงาน คือด้วยกสิกรรม หรือวานิชกรรม

โครักขกรรม อาชีพผู้ถืออาวุธ อาชีพราชบุรุษ หรือด้วย
ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอาชีพนั้นๆ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ
ไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยการสอดส่องในอุบายนั้นๆ
สามารถกระทำ สามารถจัดให้กระทำ.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เรียกว่า ความขยันในอาชีพ.

การรักษาทรัพย์

พ๎ยัคฆปัชชะ ! การรักษาทรัพย์ (อารักขสัมปทา) เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้, โภคทรัพย์
อันกุลบุตรหาได้มาด้วยความเพียร เป็นเครื่องลุกขึ้น
รวบรวมมาด้วยกำลังแขน มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ เป็น
โภคทรัพย์ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม, เขารักษา
คุ้มครองอย่างเต็มที่ ด้วยหวังว่า “อย่างไรเสียพระราชา
จะไม่ริบทรัพย์ของเราไป โจรจะไม่ปล้นเอาไป ไฟจะไม่ไหม้
นํ้าจะไม่พัดพาไป ทายาทอันไม่รักใครเล่า จะไม่ยื้อแย่งเอาไป” ดังนี้.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เรียกว่า การรักษาทรัพย์.

ความมีมิตรดี

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ความมีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา) เป็นอย่างไรเล่า ?

พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ อยู่อาศัย
ในบ้านหรือนิคมใด, ถ้ามีบุคคลใดๆ ในบ้านหรือนิคมนั้น
เป็นคหบดีหรือบุตรคหบดีก็ดี เป็นคนหนุ่ม 
ที่เจริญด้วยศีลหรือเป็นคนแก่ที่เจริญด้วยศีลก็ดี ล้วนแต่ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยจาคะ ถึงพร้อม
ด้วยปัญญา อยู่แล้วไซร้, 

กุลบุตรนั้นก็ดำรงตนร่วมพูดจาร่วม สากัจฉาร่วม กับชนเหล่านั้น.
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศรัทธาโดยอนุรูป แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา.
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยศีลโดยอนุรูป แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล.
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยจาคะโดยอนุรูป แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ.
เขาติดตามศึกษาความถึงพร้อมด้วยปัญญาโดยอนุรูป แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา อยู่ในที่นั้นๆ.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เรียกว่า ความมีมิตรดี.

การดำรงชีวิตสม่ำเสมอ

พ๎ยัคฆปัชชะ ! การดำรงชีวิตสม่ำเสมอ (สมชีวิตา) เป็นอย่างไรเล่า ?
พ๎ยัคฆปัชชะ ! กุลบุตรในกรณีนี้ รู้จักความ
ได้มาแหง่ โภคทรัพย์รู้จักความสิ้นไปแห่ง โภคทรัพย์แล้ว
ดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไมฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก
โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่าย
ของเราจักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เปรียบเหมือนคนถือตาชั่ง หรือ
ลูกมือของเขา ยกตาชั่งขึ้นแล้ว ก็รู้ว่า “ยังขาดอยู่เท่านี้
หรือเกินไปแล้วเท่านี้” ดังนี้ฉันใด; กุลบุตรนี้ ก็ฉันนั้น :
เขารู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์ รู้จักความสิ้นไปแห่ง
โภคทรัพย์แล้ว ดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก
ไม่ฝืดเคืองนัก โดยมีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย
และรายจ่ายของเราจักไมท่วมมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้”
ดังนี้.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! ถ้ากุลบุตรนี้เป็นผู้มีรายได้น้อย
แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยแล้วไซร้ ก็จะมีผู้กล่าวว่า
กุลบุตรนี้ใช้จ่ายโภคทรัพย์ (อย่างสุรุ่ยสุร่าย) เหมือนคนกิน
ผลมะเดื่อ ฉันใดก็ฉันนั้น.

พ๎ยัคฆปัชชะ ! แต่ถ้ากุลบุตร เป็นผู้มีรายได้
มหาศาล แต่สำเร็จการเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นแล้วไซร้ ก็
จะมีผู้กล่าวว่า กุลบุตรนี้จักตายอดตายอยากอย่างคนอนาถา.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมื่อใด กุลบุตรนี้ รู้จักความได้มา
แห่งโภคทรัพย์รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์แล้วดำรง
ชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก โดย
มีหลักว่า “รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย และรายจ่ายของเรา
จักไม่ท่วมรายรับ ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้;

พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เราเรียกว่า การดำรงชีวิตสม่ำเสมอ.
พ๎ยัคฆปัชชะ ! ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล
เป็นธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข
ของกุลบุตร ในทิฏฐธรรม.

อฎฐก. อํ. ๒๓/๒๘๙-๒๙๓/๑๔๔.

พุทธวจน อารักขสัมปทา

พุทธวจน อุฎฐานสัมปทา