ภิกษุทั้งหลาย ! ก็เมื่อเราเป็นผู้มี
ความเกิด ความแก่
ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา
มีความโศกเป็นธรรมดา
มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ด้วยตน,
ก็รู้จักโทษแห่งสิ่งที่มี
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมองเป็นธรรมดา.
ครั้นรู้แล้ว จึงได้แสวงหานิพพาน
อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายไม่โศก ไม่เศร้าหมองเป็นธรรมดา
อันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า
อันเกษมจากโยคธรรม,
เราก็ได้บรรลุพระนิพพานนั้น.
อนึ่งปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นได้เกิดแก่เราว่า
“ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ
การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีก” ดังนี้.
-บาลี มู. ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๐.
หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทำไมต้องพุทธวจน
- เล่ม ๑ ตามรอยธรรม
- เล่ม ๒ คู่มือโสดาบัน
- เล่ม ๓ ก้าวย่างอย่างพุทธะ
- เล่ม ๔ มรรค (วิธีที่ )ง่าย
- เล่ม ๕ แก้กรรม
- เล่ม ๖ อานาปานสติ
- เล่ม ๗ ฆราวาสชั้นเลิศ
- เล่ม ๘ อินทรียสังวร
- เล่ม ๙ ปฐมธรรม
- เล่ม ๑๐ สาธยายธรรม
- เล่ม ๑๑ ภพภูมิ
- เล่ม ๑๒ เดรัจฉานวิชา
- เล่ม ๑๓ ทาน
- เล่ม ๑๔ ตถาคต
- เล่ม ๑๕ ปฏิบัติ สมถะวิปัสสนา
- เล่ม ๑๖ อนาคามี
- เล่ม ๑๗ จิต มโน วิญญาณ
- เล่ม ๑๘ สกทาคามี
- เล่ม ๑๙ สัตว์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559
นิพพานที่เห็นได้เอง
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ !
คำที่พระโคดมกล่าวว่า
‘นิพพานที่เห็นได้เอง (สนฺทิฏฺฐิก นิพฺพาน) นิพพานที่เห็นได้เอง’ ดังนี้.
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่กล่าวกับผู้อื่นว่า
ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ได้เฉพาะตนนั้น
มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า !
พราหมณ์ !
บุคคลผู้กำหนัดแล้ว
อันราคะครอบงำแล้ว
มีจิตอันราคะรึงรัดแล้ว
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง
เมื่อละราคะได้แล้ว
เขาย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง
และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตโดยแท้.
พราหมณ์ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พราหมณ์ !
บุคคลผู้เกิดโทสะแล้ว
อันโทสะครอบงำแล้ว
มีจิตอันโทสะรึงรัดแล้ว
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง
เมื่อละโทสะได้แล้ว
เขาย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง
และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไป
ทางจิตโดยแท้.
พราหมณ์ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พราหมณ์ !
บุคคลผู้มีโมหะแล้ว
อันโมหะครอบงำแล้ว
มีจิตอันโมหะรึงรัดแล้ว
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง
เมื่อละโมหะได้แล้ว
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง
และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปในทางจิตโดยแท้.
พราหมณ์ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พราหมณ์ !
เมื่อใดแล ผู้นี้
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งราคะ อันหาเศษเหลือมิได้
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งโทสะ อันหาเศษเหลือมิได้
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งโมหะ อันหาเศษเหลือมิได้
พราหมณ์เอย !
เมื่อนั้น นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
-บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๐๒/๔๙๕.
คำที่พระโคดมกล่าวว่า
‘นิพพานที่เห็นได้เอง (สนฺทิฏฺฐิก นิพฺพาน) นิพพานที่เห็นได้เอง’ ดังนี้.
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่กล่าวกับผู้อื่นว่า
ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ได้เฉพาะตนนั้น
มีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า !
พราหมณ์ !
บุคคลผู้กำหนัดแล้ว
อันราคะครอบงำแล้ว
มีจิตอันราคะรึงรัดแล้ว
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง
เมื่อละราคะได้แล้ว
เขาย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง
และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตโดยแท้.
พราหมณ์ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พราหมณ์ !
บุคคลผู้เกิดโทสะแล้ว
อันโทสะครอบงำแล้ว
มีจิตอันโทสะรึงรัดแล้ว
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง
เมื่อละโทสะได้แล้ว
เขาย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง
และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไป
ทางจิตโดยแท้.
พราหมณ์ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พราหมณ์ !
บุคคลผู้มีโมหะแล้ว
อันโมหะครอบงำแล้ว
มีจิตอันโมหะรึงรัดแล้ว
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง
เมื่อละโมหะได้แล้ว
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง
และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปในทางจิตโดยแท้.
พราหมณ์ !
นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
พราหมณ์ !
เมื่อใดแล ผู้นี้
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งราคะ อันหาเศษเหลือมิได้
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งโทสะ อันหาเศษเหลือมิได้
ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งโมหะ อันหาเศษเหลือมิได้
พราหมณ์เอย !
เมื่อนั้น นิพพานที่เห็นได้เอง
ไม่ประกอบด้วยกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า
“ท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน”
ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล.
-บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๐๒/๔๙๕.
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559
อานาปานสติ เป็นเหตุให้ถึงซึ่งนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่ง
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไป
เพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.
ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร ?
คือ... อานาปานสติ ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.
-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๓๙/๑๗๙.
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไป
เพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.
ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร ?
คือ... อานาปานสติ ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล
อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว
เพื่อคลายกำหนัด
เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.
-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๓๙/๑๗๙.
วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559
สิ่งๆ หนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง
“สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง
เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด
มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น
ความเล็ก ความใหญ่
ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ;
นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้
เพราะการดับสนิทของวิญญาณ; ดังนี้แล.
-บาลี สี. ที. ๙/๒๘๙/๓๔๘.
เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด
มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบนั้น มีอยู่;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น
ความเล็ก ความใหญ่
ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้;
ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ;
นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้
เพราะการดับสนิทของวิญญาณ; ดังนี้แล.
-บาลี สี. ที. ๙/๒๘๙/๓๔๘.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



