อานนท์ ! สตรีหรือบุรุษในบ้านหรือนิคมใดในโลกนี้
ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ
เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม
มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ
มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ
เป็นผู้ควรแก่การขอ
ยินดีในการให้และการแบ่งปัน
สมณพราหมณ์ทุกทิศย่อมกล่าวสรรเสริญ
คุณของเขาว่า
สตรีหรือบุรุษในบ้านหรือนิคมแห่งโน้น
ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ
เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม
มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
เป็นผู้ควรแก่การขอ
ยินดีในการให้และการแบ่งปัน
แม้เทวดาทั้งหลายก็กล่าวสรรเสริญ
คุณของเขาว่า
สตรีหรือบุรุษในบ้านหรือนิคมแห่งโน้น
ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์
เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
เว้นขาดจากการพูดเท็จ
เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม
มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ
มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ
เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน.
อานนท์ ! กลิ่นหอมนี้นั้นแล
ฟุ้งไปตามลมก็ได้ ฟุ้งไปทวนลมก็ได้
ฟุ้งไปทั้งตามลมและทวนลมก็ได้.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
กลิ่นดอกไม้ฟุ้งทวนลมไปไม่ได้
กลิ่นจันทน์ กลิ่นกฤษณา หรือกลิ่นกระลำพัก
ก็ฟุ้งทวนลมไปไม่ได้
ส่วนกลิ่นสัปบุรุษ ฟุ้งทวนลมไปได้
เพราะสัปบุรุษ ฟุ้งไปทุกทิศ.
-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙๐/๕๑๙.
หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทำไมต้องพุทธวจน
- เล่ม ๑ ตามรอยธรรม
- เล่ม ๒ คู่มือโสดาบัน
- เล่ม ๓ ก้าวย่างอย่างพุทธะ
- เล่ม ๔ มรรค (วิธีที่ )ง่าย
- เล่ม ๕ แก้กรรม
- เล่ม ๖ อานาปานสติ
- เล่ม ๗ ฆราวาสชั้นเลิศ
- เล่ม ๘ อินทรียสังวร
- เล่ม ๙ ปฐมธรรม
- เล่ม ๑๐ สาธยายธรรม
- เล่ม ๑๑ ภพภูมิ
- เล่ม ๑๒ เดรัจฉานวิชา
- เล่ม ๑๓ ทาน
- เล่ม ๑๔ ตถาคต
- เล่ม ๑๕ ปฏิบัติ สมถะวิปัสสนา
- เล่ม ๑๖ อนาคามี
- เล่ม ๑๗ จิต มโน วิญญาณ
- เล่ม ๑๘ สกทาคามี
- เล่ม ๑๙ สัตว์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทาน แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558
ทานของคนดี (นัยที่ ๒)
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ย่อมให้ทานด้วยศรัทธา
(๒) ย่อมให้ทานโดยเคารพ
(๓) ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร
(๔) เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน
(๕) ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและไม่กระทบผู้อื่น
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปบุรุษครั้นให้ทานด้วยศรัทธาแล้ว
ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก
ในที่ที่ทานนั้นให้ผล
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปบุรุษครั้นให้ทานโดยเคารพแล้ว
ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีบุตร ภรรยา ทาส คนใช้หรือคนงาน
เป็นผู้เชื่อฟัง เงี่ยโสตลงฟังคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ ในที่ที่ทานนั้นให้ผล
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๘.
-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๔๐/๑๒๒.
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ย่อมให้ทานด้วยศรัทธา
(๒) ย่อมให้ทานโดยเคารพ
(๓) ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร
(๔) เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน
(๕) ย่อมให้ทานไม่กระทบตนและไม่กระทบผู้อื่น
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปบุรุษครั้นให้ทานด้วยศรัทธาแล้ว
ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามยิ่งนัก
ในที่ที่ทานนั้นให้ผล
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปบุรุษครั้นให้ทานโดยเคารพแล้ว
ย่อมเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
และเป็นผู้มีบุตร ภรรยา ทาส คนใช้หรือคนงาน
เป็นผู้เชื่อฟัง เงี่ยโสตลงฟังคำสั่ง ตั้งใจใคร่รู้ ในที่ที่ทานนั้นให้ผล
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๘.
-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๔๐/๑๒๒.
ทานของคนดี (นัยที่ ๑)
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้มีอยู่
๘ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑)ให้ของสะอาด
(๒) ให้ของประณีต
(๓) ให้ตามกาล
(๔) ให้ของสมควร
(๕)เลือกให้
(๖) ให้เนืองนิตย์
(๗) เมื่อให้จิตผ่องใส
(๘) ให้แล้วดีใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล สัปปุริสทาน ๘ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
สัปบุรุษย่อมให้ทาน คือ ข้าวและน้ำที่สะอาด ประณีต ตามกาลสมควร เนืองนิตย์
ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์
ผู้เป็นเขตดี สละของมากแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดาย
ท่านผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง
ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษให้แล้วอย่างนี้
ผู้มีปัญญา มีศรัทธา เป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่
ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไม่มีความเบียดเบียน.
-บาลี อฏ จก. อํ. ๒๓/๒๔๘/๑๒๗.
๘ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑)ให้ของสะอาด
(๒) ให้ของประณีต
(๓) ให้ตามกาล
(๔) ให้ของสมควร
(๕)เลือกให้
(๖) ให้เนืองนิตย์
(๗) เมื่อให้จิตผ่องใส
(๘) ให้แล้วดีใจ
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล สัปปุริสทาน ๘ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
สัปบุรุษย่อมให้ทาน คือ ข้าวและน้ำที่สะอาด ประณีต ตามกาลสมควร เนืองนิตย์
ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์
ผู้เป็นเขตดี สละของมากแล้วก็ไม่รู้สึกเสียดาย
ท่านผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง
ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษให้แล้วอย่างนี้
ผู้มีปัญญา มีศรัทธา เป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่
ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไม่มีความเบียดเบียน.
-บาลี อฏ จก. อํ. ๒๓/๒๔๘/๑๒๗.
ทานของคนไม่ดี หรือ ทานของคนดี
ภิกษุทั้งหลาย ! อสัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ให้โดยไม่เคารพ
(๒) ให้โดยไม่อ่อนน้อม
(๓) ไม่ให้ด้วยมือตนเอง
(๔) ให้ของที่เป็นเดน
(๕) ให้โดยไม่คำนึงผลที่จะมาถึง (อนาคมนทิฏฐิ)
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล อสัปปุริสทาน ๕ ประการ.
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ให้โดยเคารพ
(๒) ให้โดยอ่อนน้อม
(๓) ให้ด้วยมือตนเอง
(๔) ให้ของไม่เป็นเดน
(๕) ให้โดยคำนึงผลที่จะมาถึง (อาคมนทิฏฐิ)
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล สัปปุริสทาน ๕ ประการ.
-บาลี ปญจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๗.
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ให้โดยไม่เคารพ
(๒) ให้โดยไม่อ่อนน้อม
(๓) ไม่ให้ด้วยมือตนเอง
(๔) ให้ของที่เป็นเดน
(๕) ให้โดยไม่คำนึงผลที่จะมาถึง (อนาคมนทิฏฐิ)
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล อสัปปุริสทาน ๕ ประการ.
ภิกษุทั้งหลาย ! สัปปุริสทาน ๕ ประการนี้มีอยู่
๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ให้โดยเคารพ
(๒) ให้โดยอ่อนน้อม
(๓) ให้ด้วยมือตนเอง
(๔) ให้ของไม่เป็นเดน
(๕) ให้โดยคำนึงผลที่จะมาถึง (อาคมนทิฏฐิ)
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล สัปปุริสทาน ๕ ประการ.
-บาลี ปญจก. อํ. ๒๒/๑๙๒/๑๔๗.
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ทรัพย์ในอริยวินัย (นัยที่ ๒)
ภิกษุทั้งหลาย ! ทรัพย์ ๗ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๗ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ทรัพย์คือ ศรัทธา (๒) ทรัพย์คือ ศีล (๓) ทรัพย์คือ หิริ (๔) ทรัพย์คือ โอตตัปปะ (๕) ทรัพย์คือ สุตะ (๖) ทรัพย์คือ จาคะ (๗) ทรัพย์คือ ปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศีลเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ... จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือหิริเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันเป็นบาป นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันเป็นบาป
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำได้
คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดีด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญาคือประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ทรัพย์ ๗ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะและปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด
เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้นท่านผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.
-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๕/๖.
(๑) ทรัพย์คือ ศรัทธา (๒) ทรัพย์คือ ศีล (๓) ทรัพย์คือ หิริ (๔) ทรัพย์คือ โอตตัปปะ (๕) ทรัพย์คือ สุตะ (๖) ทรัพย์คือ จาคะ (๗) ทรัพย์คือ ปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศีลเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ... จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือหิริเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันเป็นบาป นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูกต้องอกุศลธรรมอันเป็นบาป
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำได้
คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดีด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญาคือประกอบด้วยปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ทรัพย์ ๗ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะและปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด
เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะฉะนั้นท่านผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.
-บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๕/๖.
ทรัพย์ในอริยวินัย (นัยที่ ๑)
ภิกษุทั้งหลาย ! ทรัพย์ ๕ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(๑) ทรัพย์คือ ศรัทธา (๒) ทรัพย์คือ ศีล (๓) ทรัพย์คือ สุตะ (๔) ทรัพย์คือ จาคะ (๕) ทรัพย์คือ ปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาค
พระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศีลเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ... จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดี
ด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่า
มืออันชุ่ม ยินดีในการสละ
เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาอันหยั่งถึงความตั้งขึ้นและความเสื่อมไป เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ทรัพย์ ๕ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ผู้ใดมีความเชื่อในตถาคต ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
มีศีลอันงาม อันพระอริยะชอบใจ สรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ไม่เป็นคนขัดสน
ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญา เมื่อนึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมเนืองๆ เถิด.
-บาลี ปญจก. อํ. ๒๒/๕๘/๔๗.
(๑) ทรัพย์คือ ศรัทธา (๒) ทรัพย์คือ ศีล (๓) ทรัพย์คือ สุตะ (๔) ทรัพย์คือ จาคะ (๕) ทรัพย์คือ ปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาค
พระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือศีลเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ... จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงจำได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดอย่างดี
ด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่า
มืออันชุ่ม ยินดีในการสละ
เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้และการแบ่งปัน
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นอย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาอันหยั่งถึงความตั้งขึ้นและความเสื่อมไป เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส
ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล ทรัพย์ ๕ ประการ.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ผู้ใดมีความเชื่อในตถาคต ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
มีศีลอันงาม อันพระอริยะชอบใจ สรรเสริญ
มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ไม่เป็นคนขัดสน
ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์
เพราะเหตุนั้น ผู้มีปัญญา เมื่อนึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมเนืองๆ เถิด.
-บาลี ปญจก. อํ. ๒๒/๕๘/๔๗.
วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558
ผู้ให้ของที่พอใจย่อมได้ของที่พอใจ
... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ
และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ
ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้น
ย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว
สละแล้วไม่คิดเอาคืน ผู้นั้นเป็นสัปบุรุษ
ทราบชัดว่าพระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ
บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว
ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้.
... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี
และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ
นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๓/๔๔.
ผู้ใดย่อมให้เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ
และปัจจัยมีประการต่างๆ ด้วยความพอใจ
ในท่านผู้ประพฤติตรง สิ่งของที่ให้ไปแล้วนั้น
ย่อมเป็นของที่บริจาคแล้ว
สละแล้วไม่คิดเอาคืน ผู้นั้นเป็นสัปบุรุษ
ทราบชัดว่าพระอรหันต์เปรียบด้วยนาบุญ
บริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยากแล้ว
ชื่อว่าให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ดังนี้.
... ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดีย่อมได้ของที่ดี
และผู้ให้ของที่ประเสริฐ ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ
นรชนใดให้ของที่เลิศ ให้ของที่ดี และให้ของที่ประเสริฐ
นรชนนั้นจะบังเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ดังนี้.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๕๓/๔๔.
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ผู้ให้ข้าวยาคู ก็ชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาน
พราหมณ์ ! ข้าวยาคูมีคุณ ๑๐ อย่าง ๑๐ อย่าง
เป็นอย่างไร คือ ผู้ให้ข้าวยาคู
ชื่อว่าให้อายุ
ให้วรรณะ
ให้สุข
ให้กำลัง
ให้ปฏิภาณ
ข้าวยาคูที่ดื่มแล้วกำจัดความหิว
บรรเทาความระหาย
ทำลมให้เดินคล่อง
ล้างลำไส้
ย่อยอาหารที่เหลืออยู่.
พราหมณ์ ! เหล่านี้แล คือคุณของข้าวยาคู ๑๐ อย่าง.
จากนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำอนุโมทนา ดังนี้
ทายกใดถวายข้าวยาคูโดยเคารพตามกาลแก่ปฏิคาหก
ผู้สำรวมแล้ว ผู้บริโภคโภชนะอันผู้อื่นถวาย ทายกนั้นชื่อว่า
ตามเพิ่มให้ซึ่งสถานะ ๑๐ อย่างแก่ปฏิคาหกนั้น
คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
ย่อมเกิดแก่ปฏิคาหกนั้น
แต่นั้นข้าวยาคูย่อมกำจัดความหิว ความระหาย
ทำลมให้เดินคล่อง ล้างลำไส้ และย่อยอาหาร ข้าวยาคูนั้น
พระสุคตตรัสสรรเสริญว่าเป็นเภสัช
เพราะเหตุนั้นแล มนุษย์ชนที่ต้องการสุขเป็นนิจ
ปรารถนาสุขที่เลิศ หรืออยากได้ความงามอันเพริศพริ้งใน
มนุษย์ จึงควรแท้เพื่อถวายข้าวยาคู.
-บาลี มหา. วิ. ๕/๗๖/๖๑.
เป็นอย่างไร คือ ผู้ให้ข้าวยาคู
ชื่อว่าให้อายุ
ให้วรรณะ
ให้สุข
ให้กำลัง
ให้ปฏิภาณ
ข้าวยาคูที่ดื่มแล้วกำจัดความหิว
บรรเทาความระหาย
ทำลมให้เดินคล่อง
ล้างลำไส้
ย่อยอาหารที่เหลืออยู่.
พราหมณ์ ! เหล่านี้แล คือคุณของข้าวยาคู ๑๐ อย่าง.
จากนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำอนุโมทนา ดังนี้
ทายกใดถวายข้าวยาคูโดยเคารพตามกาลแก่ปฏิคาหก
ผู้สำรวมแล้ว ผู้บริโภคโภชนะอันผู้อื่นถวาย ทายกนั้นชื่อว่า
ตามเพิ่มให้ซึ่งสถานะ ๑๐ อย่างแก่ปฏิคาหกนั้น
คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
ย่อมเกิดแก่ปฏิคาหกนั้น
แต่นั้นข้าวยาคูย่อมกำจัดความหิว ความระหาย
ทำลมให้เดินคล่อง ล้างลำไส้ และย่อยอาหาร ข้าวยาคูนั้น
พระสุคตตรัสสรรเสริญว่าเป็นเภสัช
เพราะเหตุนั้นแล มนุษย์ชนที่ต้องการสุขเป็นนิจ
ปรารถนาสุขที่เลิศ หรืออยากได้ความงามอันเพริศพริ้งใน
มนุษย์ จึงควรแท้เพื่อถวายข้าวยาคู.
-บาลี มหา. วิ. ๕/๗๖/๖๑.
ผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาน
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ
ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ อย่างแก่ปฏิคาหก
๔ อย่างเป็นอย่างไร คือ
ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุขะ ให้พละ
ครั้นให้อายุแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้วรรณะแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้สุขแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุขอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้พละแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ
ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ อย่างนี้แลแก่ปฏิคาหก.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ผู้ใดย่อมให้โภชนะโดยเคารพ ตามกาลอันควร
แก่ท่านผู้สำรวม บริโภคโภชนะที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าให้
ฐานะทั้ง ๔ อย่าง คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ
ผู้มีปกติให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ จะเกิดในที่ใดๆ
ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ.
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๔/๕๙.
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่าง
แก่ปฏิคาหก ๕ อย่างเป็นอย่างไร คือ
ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุข ให้กำลัง ให้ปฏิภาณ
ครั้นให้อายุแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่ง อายุอัน เป็น ทิพย์ หรือ เป็น ของมนษุย์
ครั้น ให้วรรณะแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้สุขแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุขอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้กำลังแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งกำลังอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้ปฏิภาณแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งปฏิภาณอันเป็นเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ
ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๕ อย่างนี้แลแก่ปฏิคาหก.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ผู้มีปัญญา ให้อายุย่อมได้อายุ ให้กำลังย่อมได้กำลัง
ให้วรรณะย่อมได้วรรณะ ให้ปฏิภาณย่อมได้ปฏิภาณ ให้สุข
ย่อมได้สุข ครั้นให้อายุ กำลัง วรรณะ สุข และปฏิภาณแล้ว
จะเกิดในที่ใดๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ .
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๔/๓๗.
ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ อย่างแก่ปฏิคาหก
๔ อย่างเป็นอย่างไร คือ
ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุขะ ให้พละ
ครั้นให้อายุแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้วรรณะแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้สุขแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุขอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้พละแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ
ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ อย่างนี้แลแก่ปฏิคาหก.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ผู้ใดย่อมให้โภชนะโดยเคารพ ตามกาลอันควร
แก่ท่านผู้สำรวม บริโภคโภชนะที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าให้
ฐานะทั้ง ๔ อย่าง คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ
ผู้มีปกติให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ จะเกิดในที่ใดๆ
ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ.
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๔/๕๙.
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าให้ฐานะ ๕ อย่าง
แก่ปฏิคาหก ๕ อย่างเป็นอย่างไร คือ
ให้อายุ ให้วรรณะ ให้สุข ให้กำลัง ให้ปฏิภาณ
ครั้นให้อายุแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่ง อายุอัน เป็น ทิพย์ หรือ เป็น ของมนษุย์
ครั้น ให้วรรณะแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้สุขแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุขอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้กำลังแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งกำลังอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
ครั้นให้ปฏิภาณแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งปฏิภาณอันเป็นเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์.
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ให้โภชนะ
ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๕ อย่างนี้แลแก่ปฏิคาหก.
(คาถาผนวกท้ายพระสูตร)
ผู้มีปัญญา ให้อายุย่อมได้อายุ ให้กำลังย่อมได้กำลัง
ให้วรรณะย่อมได้วรรณะ ให้ปฏิภาณย่อมได้ปฏิภาณ ให้สุข
ย่อมได้สุข ครั้นให้อายุ กำลัง วรรณะ สุข และปฏิภาณแล้ว
จะเกิดในที่ใดๆ ย่อมเป็นผู้มีอายุยืน มียศในที่นั้นๆ .
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๔/๓๗.
วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
อานิสงส์แห่งการให้ทาน
ภิกษุทั้งหลาย ! อานิสงส์แห่งการให้ทาน ๕ ประการ
นี้มีอยู่ ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(1) ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก
(2) สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน
(3) กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป
(4) ผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์
(5) ผู้ให้ทานเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล อานิสงส์แห่งการให้ทาน
๕ ประการ.
ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก
ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ
สัปบุรุษผู้สงบ ผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์
ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ
สัปบุรุษเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา
เขาได้ทราบชัดแล้ว
ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ ปรินิพพานในโลกนี้.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๓/๓๕
นี้มีอยู่ ๕ ประการเป็นอย่างไร คือ
(1) ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก
(2) สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน
(3) กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรทั่วไป
(4) ผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์
(5) ผู้ให้ทานเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล อานิสงส์แห่งการให้ทาน
๕ ประการ.
ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก
ชื่อว่าดำเนินตามธรรมของสัปบุรุษ
สัปบุรุษผู้สงบ ผู้สำรวมอินทรีย์ ประกอบพรหมจรรย์
ย่อมคบหาผู้ให้ทานทุกเมื่อ
สัปบุรุษเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมเป็นที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา
เขาได้ทราบชัดแล้ว
ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ ปรินิพพานในโลกนี้.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๓/๓๕
ผลแห่งทานในปัจจุบันและสัมปรายะ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติ
ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบันหรือหนอ.
สามารถ สีหะ !
สีหะ ! ทายกผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก
แม้ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาทายกผู้เป็นทานบดี
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของทายกผู้เป็นทานบดีย่อมขจร
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ
คือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ
ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขินเข้าไป
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายะ.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๑/๓๔.
ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบันหรือหนอ.
สามารถ สีหะ !
สีหะ ! ทายกผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก
แม้ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง สัปบุรุษผู้สงบย่อมคบหาทายกผู้เป็นทานบดี
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของทายกผู้เป็นทานบดีย่อมขจร
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ
คือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี สมณะ
ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขินเข้าไป
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายะ.
-บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๔๑/๓๔.
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
จาคะ (การบริจาค) เป็นอย่างไร
คหบดี ! ก็จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค)
เป็นอย่างไร
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
มีใจปราศจากมลทินคือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ
มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ
ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑.
เป็นอย่างไร
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
มีใจปราศจากมลทินคือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน
มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ
มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ
ยินดีในการให้และการแบ่งปัน นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๘๕/๖๑.
ทาน (การให้) เป็นอย่างไร
มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม
ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ
ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป
โคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์
เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง
จะเป็นคนมีโภคทรัพย์มาก.
-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๓๗๖/๕๗๙.
ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ
ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีป
โคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์
เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้
หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง
จะเป็นคนมีโภคทรัพย์มาก.
-บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๓๗๖/๕๗๙.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














