ภิกษุทั้งหลาย ! ก็เมื่อเราเป็นผู้มี
ความเกิด ความแก่
ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา
มีความโศกเป็นธรรมดา
มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ด้วยตน,
ก็รู้จักโทษแห่งสิ่งที่มี
ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมองเป็นธรรมดา.
ครั้นรู้แล้ว จึงได้แสวงหานิพพาน
อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายไม่โศก ไม่เศร้าหมองเป็นธรรมดา
อันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า
อันเกษมจากโยคธรรม,
เราก็ได้บรรลุพระนิพพานนั้น.
อนึ่งปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นได้เกิดแก่เราว่า
“ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ
การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีก” ดังนี้.
-บาลี มู. ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๐.
หน้าเว็บ
- หน้าแรก
- ทำไมต้องพุทธวจน
- เล่ม ๑ ตามรอยธรรม
- เล่ม ๒ คู่มือโสดาบัน
- เล่ม ๓ ก้าวย่างอย่างพุทธะ
- เล่ม ๔ มรรค (วิธีที่ )ง่าย
- เล่ม ๕ แก้กรรม
- เล่ม ๖ อานาปานสติ
- เล่ม ๗ ฆราวาสชั้นเลิศ
- เล่ม ๘ อินทรียสังวร
- เล่ม ๙ ปฐมธรรม
- เล่ม ๑๐ สาธยายธรรม
- เล่ม ๑๑ ภพภูมิ
- เล่ม ๑๒ เดรัจฉานวิชา
- เล่ม ๑๓ ทาน
- เล่ม ๑๔ ตถาคต
- เล่ม ๑๕ ปฏิบัติ สมถะวิปัสสนา
- เล่ม ๑๖ อนาคามี
- เล่ม ๑๗ จิต มโน วิญญาณ
- เล่ม ๑๘ สกทาคามี
- เล่ม ๑๙ สัตว์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตถาคต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตถาคต แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559
เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า“อรหันตสัมมาสัมพุทธะ”
ภิกษุทั้งหลาย !
ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?
สี่อย่างคือ
ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์ ;
ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์ ;
ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ;
ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำาเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ :
นี้แล ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่าง.
ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริง
ซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างเหล่านี้แล
ตถาคตจึงมีนามว่า
“อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้
พวกเธอทั้งหลาย พึงกระทำาความเพียรเพื่อให้รู้ว่า
“นี้ทุกข์ ; นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ;
นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ;
นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์”
ดังนี้แล.
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๓/๑๗๐๓.
ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างเหล่านี้ มีอยู่,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?
สี่อย่างคือ
ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์ ;
ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์ ;
ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ;
ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำาเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ :
นี้แล ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่าง.
ภิกษุทั้งหลาย !
เพราะได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริง
ซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างเหล่านี้แล
ตถาคตจึงมีนามว่า
“อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้
พวกเธอทั้งหลาย พึงกระทำาความเพียรเพื่อให้รู้ว่า
“นี้ทุกข์ ; นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ;
นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ;
นี้ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์”
ดังนี้แล.
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๓/๑๗๐๓.
วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
การบูชาตถาคตอย่างสูงสุด
อานนท์ ! เธอจงจัดตั้งที่นอน ระหว่างต้นสาละคู่
มีศีรษะทางทิศเหนือ เราลำบากกายนัก, จักนอน
(ประทับสีหไสยยาแล้ว มีอัศจรรย์ ดอกสาละผลิผิดฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ,
ดอกมัณฑารพ จุรณ์ไม้จันทน์, ดนตรี ล้วนแต่ของทิพย์ ได้ตกลงและบรรเลงขึ้น;
เพื่อบูชาตถาคตเจ้า).
อานนท์ ! การบูชาเหล่านี้
หาชื่อว่า ตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะ เคารพนับถือ บูชาแล้วไม่.
อานนท์ ! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง,
ปฏิบัติ ตามธรรมอยู่;
ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือ
บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด.
อานนท์ ! เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า
“เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่”
ดังนี้.
-บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.
มีศีรษะทางทิศเหนือ เราลำบากกายนัก, จักนอน
(ประทับสีหไสยยาแล้ว มีอัศจรรย์ ดอกสาละผลิผิดฤดูกาลโปรยลงบนพระสรีระ,
ดอกมัณฑารพ จุรณ์ไม้จันทน์, ดนตรี ล้วนแต่ของทิพย์ ได้ตกลงและบรรเลงขึ้น;
เพื่อบูชาตถาคตเจ้า).
อานนท์ ! การบูชาเหล่านี้
หาชื่อว่า ตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะ เคารพนับถือ บูชาแล้วไม่.
อานนท์ ! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด
ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง,
ปฏิบัติ ตามธรรมอยู่;
ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะ เคารพนับถือ
บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด.
อานนท์ ! เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า
“เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่”
ดังนี้.
-บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.
วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559
การปรากฏของพระตถาคต มีได้ยากในโลก
ภิกษุทั้งหลาย ! การมาปรากฏของบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำาสอง)
มีได้ยากในโลก.
ใครเล่า เป็นบุคคลเอก ?
ตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง
เป็นบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำาสอง).
ภิกษุทั้งหลาย ! การมาปรากฏของบุคคลเอกนี้แล
มีได้ยากในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่ตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้น
จึงเกิดมีของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี
สี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น.
สี่อย่างอะไรเล่า ?
(๑) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจใน
กามคุณ ยินดีในกามคุณ บันเทิงอยู่ในกามคุณ,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ
ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่หนึ่ง,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
(๒) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจใน
การถือตัว ยินดีในการถือตัว บันเทิงอยู่ในการถือตัว,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดการถือตัว
ประชาชนเหล่านั้น
ก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สอง,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจใน
ความวุ่นวายไม่สงบ ยินดีในความวุ่นวายไม่สงบ
บันเทิงอยู่ ในความวุ่นวายไม่สงบ,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่เป็นไป เพื่อความสงบ
ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง
เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี อย่างที่สาม,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
(๔) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา
เป็นคนบอด ถูกความมืดครอบงำาเอาแล้ว,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดอวิชชา
ประชาชนเหล่านั้น ก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สี่,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๐,
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘.
มีได้ยากในโลก.
ใครเล่า เป็นบุคคลเอก ?
ตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง
เป็นบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำาสอง).
ภิกษุทั้งหลาย ! การมาปรากฏของบุคคลเอกนี้แล
มีได้ยากในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่ตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้น
จึงเกิดมีของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี
สี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น.
สี่อย่างอะไรเล่า ?
(๑) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจใน
กามคุณ ยินดีในกามคุณ บันเทิงอยู่ในกามคุณ,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ
ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่หนึ่ง,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
(๒) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจใน
การถือตัว ยินดีในการถือตัว บันเทิงอยู่ในการถือตัว,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดการถือตัว
ประชาชนเหล่านั้น
ก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สอง,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจใน
ความวุ่นวายไม่สงบ ยินดีในความวุ่นวายไม่สงบ
บันเทิงอยู่ ในความวุ่นวายไม่สงบ,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่เป็นไป เพื่อความสงบ
ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง
เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี อย่างที่สาม,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
(๔) ภิกษุทั้งหลาย ! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา
เป็นคนบอด ถูกความมืดครอบงำาเอาแล้ว,
ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดอวิชชา
ประชาชนเหล่านั้น ก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.
ภิกษุทั้งหลาย !
นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สี่,
มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคต
ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.
-บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๐,
-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘.
เรื่องย่อ ที่ควรทราบก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ! นับแต่นี้ไป ๙๑ กัป
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าวิปัสสี
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! นับแต่นี้ไป ๓๑ กัป
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าสิขี
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกัปที่ ๓๑ นั่นเอง
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าเวสสภู
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปนี้แหละ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากกุสันธะ
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปนี้แหละ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าโกนาคมนะ
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปนี้แหละ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากัสสปะ
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าวิปัสสี มีประมาณอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าสิขี มีประมาณอายุขัย ๗๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าเวสสภู มีประมาณอายุขัย ๖๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากกุสันธะ มีประมาณอายุขัย ๔๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าโกนาคมนะ มีประมาณอายุขัย ๓๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากัสสปะ มีประมาณอายุขัย ๒๐,๐๐๐ ปี.
ภิกษุทั้งหลาย ! พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าวิปัสสี มีขัณฑะและติสสะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าสิขี มีอภิภูและสัมภวะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าเวสสภู มีโสนะและอุตตระ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากกุสันธะ มีวิธูระและสัญชีวะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าโกนาคมนะ มีภิยโยสะและอุตตระ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากัสสปะ มีติสสะและภารทวาชะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าวิปัสสี มีชื่อว่าอโสกะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าสิขี มีชื่อว่าเขมังกระ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าเวสสภู มีชื่อว่าอุปสันตะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากกุสันธะ มีชื่อว่าวุฑฒิชะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าโกนาคมนะ มีชื่อว่าโสตถิชะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากัสสปะ มีชื่อว่าสัพพมิตตะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! พระราชานามว่าพันธุมาเป็นบิดา
พระเทวีนามว่าพันธุมดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าวิปัสสี
นครชื่อว่าพันธุมดี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา.
พระราชานามว่าอรุณะเป็นบิดา
พระเทวีนามว่าปภาวดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าสิขี
นครชื่อว่าอรุณวดี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณะ.
พระราชานามว่าสุปปตีตะเป็นบิดา
พระเทวีนามว่ายสวดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิดของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าเวสสภู
นครชื่อว่าอโนมะ ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าสุปปตีตะ.
พราหมณ์ชื่อว่าอัคคิทัตตะเป็นบิดา
พราหมณีชื่อว่าวิสาขาเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากกุสันธะ
สมัยนั้นมีพระราชานามว่าเขมะ นครชื่อว่าเขมวดี
ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าเขมะ
พราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตะเป็นบิดา
พราหมณีชื่อว่าอุตตราเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าโกนาคมนะ
สมัยนั้นมีพระราชานามว่าโสภะ นครชื่อว่าโสภวดี
ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าโสภะ.
พราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะเป็นบิดา
พราหมณีชื่อธนวดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากัสสปะ
นครชื่อว่าพาราณสี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้ากิงกี.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปป์นี้ ในบัดนี้เราผู้เป็น
อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
เป็นกษัตริย์โดยชาติ บังเกิดแล้วในขัตติยสกุล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
โดยโคตร เป็นโคตมโคตร.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้ประมาณอายุขัย (แห่งสัตว์ในยุค) ของเราสั้นมาก :
ผู้ที่เป็นอยู่ได้นานก็เพียงร้อยปีเป็นอย่างยิ่ง,
ที่เกินร้อยปีขึ้นไปมีน้อยนัก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ตรัสรู้ ณ ควงแห่งไม้อัสสัตถะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้สาวกสองรูปมีนามว่า
สารีบุตรและโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศของเรา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้สาวกสันนิบาตของเรา
มีเพียงครั้งเดียว และมีภิกษุถึง ๑๒๕๐ รูป.
สังฆสันนิบาตแห่งสาวกของเราในครั้งนี้
ผู้เข้าประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากใกล้ชิดของเรา
คือ อานนท์ จัดเป็นอุปัฏฐากอันเลิศ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้พระราชานามว่าสุทโธทนะเป็นบิดาของเรา
พระเทวีนามว่ามายาเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิดแก่เรา
นครชื่อกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี (แห่งบิดาของเรา).
-บาลี มหา. ที. ๑๐/๒-๘/๒-๙.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าวิปัสสี
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! นับแต่นี้ไป ๓๑ กัป
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าสิขี
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกัปที่ ๓๑ นั่นเอง
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าเวสสภู
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปนี้แหละ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากกุสันธะ
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปนี้แหละ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าโกนาคมนะ
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปนี้แหละ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากัสสปะ
ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าวิปัสสี มีประมาณอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าสิขี มีประมาณอายุขัย ๗๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าเวสสภู มีประมาณอายุขัย ๖๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากกุสันธะ มีประมาณอายุขัย ๔๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าโกนาคมนะ มีประมาณอายุขัย ๓๐,๐๐๐ ปี.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากัสสปะ มีประมาณอายุขัย ๒๐,๐๐๐ ปี.
ภิกษุทั้งหลาย ! พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าวิปัสสี มีขัณฑะและติสสะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าสิขี มีอภิภูและสัมภวะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าเวสสภู มีโสนะและอุตตระ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากกุสันธะ มีวิธูระและสัญชีวะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าโกนาคมนะ มีภิยโยสะและอุตตระ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากัสสปะ มีติสสะและภารทวาชะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าวิปัสสี มีชื่อว่าอโสกะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าสิขี มีชื่อว่าเขมังกระ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าเวสสภู มีชื่อว่าอุปสันตะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากกุสันธะ มีชื่อว่าวุฑฒิชะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่าโกนาคมนะ มีชื่อว่าโสตถิชะ.
ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
พระนามว่ากัสสปะ มีชื่อว่าสัพพมิตตะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! พระราชานามว่าพันธุมาเป็นบิดา
พระเทวีนามว่าพันธุมดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าวิปัสสี
นครชื่อว่าพันธุมดี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุมา.
พระราชานามว่าอรุณะเป็นบิดา
พระเทวีนามว่าปภาวดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าสิขี
นครชื่อว่าอรุณวดี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณะ.
พระราชานามว่าสุปปตีตะเป็นบิดา
พระเทวีนามว่ายสวดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิดของ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าเวสสภู
นครชื่อว่าอโนมะ ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าสุปปตีตะ.
พราหมณ์ชื่อว่าอัคคิทัตตะเป็นบิดา
พราหมณีชื่อว่าวิสาขาเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากกุสันธะ
สมัยนั้นมีพระราชานามว่าเขมะ นครชื่อว่าเขมวดี
ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าเขมะ
พราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตะเป็นบิดา
พราหมณีชื่อว่าอุตตราเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่าโกนาคมนะ
สมัยนั้นมีพระราชานามว่าโสภะ นครชื่อว่าโสภวดี
ได้เป็นราชธานีของพระเจ้าโสภะ.
พราหมณ์ชื่อว่าพรหมทัตตะเป็นบิดา
พราหมณีชื่อธนวดีเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิด
ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธะ พระนามว่ากัสสปะ
นครชื่อว่าพาราณสี ได้เป็นราชธานีของพระเจ้ากิงกี.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในภัททกัปป์นี้ ในบัดนี้เราผู้เป็น
อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
เป็นกษัตริย์โดยชาติ บังเกิดแล้วในขัตติยสกุล.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
โดยโคตร เป็นโคตมโคตร.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้ประมาณอายุขัย (แห่งสัตว์ในยุค) ของเราสั้นมาก :
ผู้ที่เป็นอยู่ได้นานก็เพียงร้อยปีเป็นอย่างยิ่ง,
ที่เกินร้อยปีขึ้นไปมีน้อยนัก.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ตรัสรู้ ณ ควงแห่งไม้อัสสัตถะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้สาวกสองรูปมีนามว่า
สารีบุตรและโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศของเรา.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้สาวกสันนิบาตของเรา
มีเพียงครั้งเดียว และมีภิกษุถึง ๑๒๕๐ รูป.
สังฆสันนิบาตแห่งสาวกของเราในครั้งนี้
ผู้เข้าประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากใกล้ชิดของเรา
คือ อานนท์ จัดเป็นอุปัฏฐากอันเลิศ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในบัดนี้พระราชานามว่าสุทโธทนะเป็นบิดาของเรา
พระเทวีนามว่ามายาเป็นมารดาผู้ให้กำาเนิดแก่เรา
นครชื่อกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี (แห่งบิดาของเรา).
-บาลี มหา. ที. ๑๐/๒-๘/๒-๙.
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
เหตุที่ทำให้ทรงพระนามว่า “ตถาคต”
ภิกษุทั้งหลาย ! โลกเป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงเป็นผู้ถอนตนจากโลกได้แล้ว.
เหตุให้เกิดโลก เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงละเหตุให้เกิดโลกได้แล้ว.
ความดับไม่เหลือของโลกเป็นสภาพที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงทำให้แจ้งความดับไม่เหลือของโลกได้แล้ว.
ทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงทำให้เกิดมีขึ้นได้แล้ว ซึ่งทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลกนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! อายตนะอันใด ที่พวกมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม,
ที่หมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์
ได้เห็นได้ฟัง ได้ดม-ลิ้ม-สัมผัส ได้รู้แจ้ง ได้บรรลุ
ได้แสวงหา ได้เที่ยวผูกพันติดตามโดยน้ำใจ,
อายตนะนั้น ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วทั้งสิ้น
เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในราตรีใด ตถาคตได้ตรัสรู้ และในราตรีใด ตถาคตปรินิพพาน,
ในระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอบ พร่ำสอน แสดงออกซึ่งคำใด,
คำนั้นทั้งหมด ย่อมมีโดยประการเดียวกันทั้งสิ้น ไม่แปลกกันโดยประการอื่น,
เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม,
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์
ตถาคตเป็นผู้เป็นยิ่ง ไม่มีใครครอบงำ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด
เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด (โดยธรรม) แต่ผู้เดียว,
เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๐/๒๓, อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.
ตถาคตจึงเป็นผู้ถอนตนจากโลกได้แล้ว.
เหตุให้เกิดโลก เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงละเหตุให้เกิดโลกได้แล้ว.
ความดับไม่เหลือของโลกเป็นสภาพที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงทำให้แจ้งความดับไม่เหลือของโลกได้แล้ว.
ทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงทำให้เกิดมีขึ้นได้แล้ว ซึ่งทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลกนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! อายตนะอันใด ที่พวกมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม,
ที่หมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์
ได้เห็นได้ฟัง ได้ดม-ลิ้ม-สัมผัส ได้รู้แจ้ง ได้บรรลุ
ได้แสวงหา ได้เที่ยวผูกพันติดตามโดยน้ำใจ,
อายตนะนั้น ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วทั้งสิ้น
เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในราตรีใด ตถาคตได้ตรัสรู้ และในราตรีใด ตถาคตปรินิพพาน,
ในระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอบ พร่ำสอน แสดงออกซึ่งคำใด,
คำนั้นทั้งหมด ย่อมมีโดยประการเดียวกันทั้งสิ้น ไม่แปลกกันโดยประการอื่น,
เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม,
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์
ตถาคตเป็นผู้เป็นยิ่ง ไม่มีใครครอบงำ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด
เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด (โดยธรรม) แต่ผู้เดียว,
เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๐/๒๓, อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






