แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรหมจรรย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรหมจรรย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ไม่ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้เขานับถือ

ภิกษุทั้งหลาย !  พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ
มิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ
มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร
มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ และเสียงสรรเสริญ
มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือเพื่อค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มลงไป 
และมิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า 
เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้  ก็หามิได้.
ภิกษุทั้งหลาย !  ที่แท้  พรหมจรรย์นี้
เราประพฤติเพื่อสำรวม 
เพื่อละ
เพื่อคลายกำหนัด 
เพื่อดับสนิทซึ่งทุกข์ แล.

-บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๕.

ไม่ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้เขานับถือ

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การสนทนากับพระอานนท์ เรื่องกัลยาณมิตร

มหาราชะ !  ครั้งหนึ่ง  ตถาคตพักอยู่ที่นิคมแห่งพวกศากยะ ชื่อว่านครกะ ในแคว้นสักกะ. 
มหาราชะ !  ครั้งนั้นแล ภิกษุอานนท์ได้เข้าไปหาตถาคตถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งลง ณ ที่ควร. 
มหาราชะ !  ภิกษุอานนท์ได้กล่าวคำนี้กะตถาคตว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  ความมีมิตรดี  ความมีสหายดี  ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี
นี้เป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์พระเจ้าข้า !”
ดังนี้.
มหาราชะ !  เมื่อภิกษุอานนท์ได้กล่าวอย่างนี้แล้ว  ตถาคตได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า
“อานนท์ !  เธออย่ากล่าวอย่างนั้นเลย,
อานนท์ !  ข้อนี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทั้งสิ้นทีเดียว คือความมีมิตรดี  ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี.
อานนท์ !  พรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้น  เป็นสิ่งที่ภิกษุผู้มีมิตรดีพึงหวังได้. 
เมื่อเป็นผู้มีมิตรดี  มีสหายดี  มีเพื่อนผู้แวดล้อมดี
เธอนั้นจักทำอริยมรรคมีองค์แปดให้เจริญได้ 
จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดได้
ดังนี้.

-บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๒๗/๓๘๒.


วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผู้ไม่หลงเอาสิ่งอื่นมาเป็นแก่น

ภิกษุ ทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะ
และเสียงเยินยอเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความ
ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความ
ถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มี
ความถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์.
ภิกษุ ทั้งหลาย ! ก็เจโตวิมุตติ ที่ไม่กำเริบอันใดมีอยู่,
พรหมจรรย์นี้มี สิ่งนั้น นั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย
เป็นแก่นสาร เป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์แล.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการด้วย
แก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้
ใหญ่มีแก่นแล้ว ตัดเอาแก่นถือไปด้วยมั่นใจว่า ‘นี่เป็น
แก่นแท้’ ดังนี้. บุรุษมีตาดี เห็นคนนั้นเข้าแล้ว ก็กล่าวว่า
“ผู้เจริญคนนี้ ช่างรู้จักแก่น, รู้จักกระพี้, รู้จักเปลือกสด,
รู้จักสะเก็ดแห้งตามผิวเปลือก, รู้จักใบอ่อนที่ปลายกิ่ง.
จริงดังว่า ผู้เจริญคนนี้ ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้
เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็ตัดเอา
แก่นแท้ถือไปด้วยมั่นใจว่า ‘นี่ เป็นแก่นแท้’ ดังนี้. สิ่ง
ที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักสำเร็จประโยชน์เป็นแท้”
ดังนี้.
มู. ม. ๑๒/๓๗๐/๓๕๑.
_____________________________
เจโตวิมุตติ คือ หัตตผลโดยมีน้ำหนักของการทำสมาธิมากกว่าการ
กระทำด้านอื่น ๆ
แบบของการหลุดพ้นยังมีอย่างอื่นอีกเช่น สัทธาวิมุตติ, ปัญญาวิมุต
เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กัลยณมิตร คือ อริยมรรค

อานนท์ ! ภิกษุผู้ชื่อว่า มีมิตรดี มีสหายดี
มีเพื่อนดี ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด
โดยอาการอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญทำให้มาก
ซึ่งสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ชนิดที่วิเวกอาศัยแล้ว ชนิดที่วิราคะอาศัยแล้ว ชนิดที่
นิโรธอาศัยแล้ว ชนิดที่น้อมไปรอบเพื่อการสลัดคืน.
อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุผู้มีมิตรดี
สหายดี เพื่อนดี เจริญทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด.
อานนท์ ! ข้อนั้นเธอพึงทราบด้วยปริยาย
อันนี้เถิด คือว่า
พรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั่นเทียว ได้แก่
ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี, ดังนี้.
อานนท์ ! จริงทีเทียว, สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความเกิด
เป็นธรรมดา ได้อาศัยกัลยาณมิตรของเราแล้ว ย่อมพ้น
หมดจากชาติ, ผู้มีความแก่ชรา ความเจ็บป่วย ความตาย
ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ
ความแห้งผากใจ เป็นธรรมดา
ครั้นได้อาศัย กัลยาณมิตรของเรา แล้ว ย่อม
หลุดพ้นหมดจากชาติ ความแก่ชรา ความเจ็บป่วย
ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ความแห้งผากใจ.
อานนท์ ! ข้อนั้น เธอพึงทราบโดยปริยาย
อันนี้เถิด คือว่า
พรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั่นเทียว ได้แก่
ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี, ดังนี้.
สคา. สํ. ๑๕/๑๒๗/๓๘๓.

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ เพื่อการละขาดซึ่งภพ

สัตว์โลกนี้ เกิดความเดือดร้อนแล้ว มีผัสสะบังหน้า
ย่อมกล่าวซึ่งโรค (ความเสียดแทง) นั้น โดยความเป็นตัวเป็นตน
เขาสำคัญสิ่งใด โดยความเป็นประการใด แต่สิ่งนั้นย่อมเป็น (ตามที่เป็นจริง)
โดยประการอื่นจากที่เขาสำคัญนั้น สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว
มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น (จากที่มันเป็นอยู่จริง) จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย (ที่เขาไม่รู้จัก) :
เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.
พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ.
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความหลุดพ้นจากภพว่ามีได้เพราะภพ ;
เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น มิใช่ผู้หลุดพ้นจากภพ.
ถึงแม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด กล่าวความออกไปได้จากภพว่า มีได้เพราะวิภพ (ไม่มีภพ) :
เรากล่าวว่า สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้น ก็ยังสลัดภพออกไปไม่ได้.
ก็ทุกข์นี้มีขึ้น เพราะอาศัยซึ่งอุปธิทั้งปวง.
เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทานทั้งปวง ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์จึงไม่มี.
ท่านจงดูโลกนี้เถิด (จะเห็นว่า) สัตว์ทั้งหลายอัน
อวิชชา (ความไม่รู้) หนาแน่นบังหนาแล้ว ;
และว่าสัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไป
จากภพได้ ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่หรือในเวลาทั้งปวง
เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง ;
ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่ ;
เขาย่อมละภวตัณหา(ความอยากมีอยากเป็น)ได้
และไม่เพลิดเพลินวิภวตัณหา(ความไม่อยาก) ด้วย.
ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ (แห่งภพทั้งหลาย)
เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยประการทั้งปวง นั้นคือนิพพาน.
ภพใหม่ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้ดับเย็นสนิทแล้วเพราะไม่มีความยึดมั่น.
ภิกษุนั้น เป็นผู้ครอบงำมารได้แล้ว ชนะสงครามแล้ว
ก้าวล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงได้แล้วเป็นผู้คงที่ (คือไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป), ดังนี้ แล.
อุ.ขุ. ๒๕ / ๑๒๑ / ๘๔.

พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ เพื่อการละขาดซึ่งภพ